Syd Mead, visual futurist and conceptual designer

ใครไม่รู้จัก Syd Mead บ้างครับ

เป็นที่แน่นอนว่า ไม่มีนักออกแบบคนไหน ที่จะมีอิทธิพลต่อวงการออกแบบในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาอย่างลึกซึ้งไปกว่านักออกแบบโลกอนาคตอย่าง Syd Mead จากคำบอกเล่าของ Chuck Jordan, อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบ GM design กล่าวว่า “อิทธิพลต่องานออกแบบของ Mead ไม่สามารถวัดได้” และเขาก็พูดถูก คุณจะวัดประสบการณ์ของเขายังไงจากผลงานที่ผ่านมามากมายตลอดช่วง 50 ที่ผ่านมา? ทั้งหมดนั้นน่าประทับใจถ้าจะพูดแบบถ่อมตัว งานของ Mead ที่ทำให้กับภาพยนตร์อย่างเรื่อง Blade Runner และ Tron ได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ หนังสือ US steel book ที่เป็นภาพวาดของ Sya Mead ถูกซื้อขายกันในตลาดนักสะสมด้วยราคาหลายพันดอลลาร์

เกิดในปี 1933 ใน St Paul, Minnesota, Syd Mead จบการศึกษาจาก Art Center College of Design ใน Los Angeles เมื่อปี 1959 โดยแปะป้าย ‘great distinction (เกียรตินิยม)’ มาด้วย Mead มีความสามารถในการวาดมาตั้งแต่อายุน้อยๆแล้ว ซึ่งเขาไม่เคยทอดทิ้งมันเลย นอกจากนี้ยังสนใจงาน rendering อยู่เสมอและคอยเป็นที่ปรึกษาให้กับทั้งนักศึกษาและนักออกแบบอาชีพด้วยมุมมองด้านการออกแบบของเขาเองกับงานออกแบบต่างๆ

“ผมมักจะคิดถึงชุดสีที่แตกต่างจากคนอื่นที่อยู่ระดับเดียวกันได้เสมอ” Mead บอกในขณะที่กำลังให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนก่อน และบอกด้วยว่าตลอดชีวิตของเขานั้นทำตามคติประจำใจเดียวมาตลอด นั่นคือ

“old way is out, new thinking is in (ความคิดเดิมเชยเสมอ แนวคิดใหม่ทันสมัยเสมอ)”

เมื่อถูกถามว่าเขาชอบที่จะให้ตัวเองถูกเรียกว่าอะไร ระหว่าง futurist (แปลว่าไรดีล่ะครับ นักคิดอนาคต ดีไหม ), visionary หรือ designer (นักออกแบบ) – เขาเลือกที่จะเป็นอย่างหลัง แม้ว่าทุกชื่อจะสามารถอธิบาย Maed ได้หมดก็ตาม เขาเลือกจะเป็นนักออกแบบ ผู้คอยดูแลควบคุมปัจจัยของงานออกแบบต่างๆอย่างสุขุมรอบคอบ

อะไรที่ทำให้คุณเลือกจะทำงานออกแบบ?

“ผมไม่ได้เลือก ผมเพียงแต่เติบโตขึ้นมาในเส้นทางนี้ ตั้งแต่สองขวบแล้ว ผมรักที่จะวาดทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเห็นมาแต่เด็ก และตั้งใจสร้างโลก fantasy ของผมเองขึ้นมาเพื่อเติมเต็มจินตานาการของตัวเอง”

งานชิ้นแรกของคุณเป็นอะไร?

“ผมเริ่มทำงานให้  Advanced Styling Studio ของ Ford Motor Company ใน Dearborn, Michigan ผมอยู่ที่นั่นแค่ 26 เดือนเท่านั้น จากตรงนั้นผมรับงานที่ Hansen Co. ใน Chicago และวาดรูปให้กับหนังสือ US Steel books ในปี 1979 ผมตังบริษัทของตัวเองชื่อ Syd Mead Inc ปฏิเสงานจากทั้ง GM และ Chrysler คุณคงมองว่านั่นเป็นทางเลือกที่ไม่ฉลาดเลย แต่มันดีสำหรับผมนะ”

บอกได้ไหมว่างานไหนของคุณที่โดดเด่นที่สุด?

“Raymond Loewy ให้ผมช่วยออกแบบภายในของ Concorde ผมยังเคยทำรถที่มีมาตรฐานความปลอดภัย DOT โดยมีพื้นฐานจากรถ Plymouth sedan คันใหญ่ หลังจากนั้นที่ Phillips account ผมได้ออกแบบผลิตภัณฑ์แทบจะทุกชิ้นของ Phillips ในช่วงเวลานั้น และเมื่อไม่นานมานี้ผมได้ออกแบบภายในของ  Boeing 747 ของ King Fahd  ส่วนที่ผมได้ออกแบบเป็นส่วนรายละเอียดของส่วน upper deck”

บอกได้ไหมว่าคุณมีวิธีเฉพาะอะไรที่ใช้เข้าหา design ได้บ้าง?

“ผมชอบงานที่เป็น organic และชอบที่จะวางมันลงบนระบบกลไกต่างๆ ชอบที่จะลงรายละเอียดของงาน ด้วยการช่วยเหลือของ CAD คล้ายเรากำลังสร้างหุ่นยนต์”

อะไรที่ขับเคลื่อนคุณ อะไรบ้างที่คุณเห็นว่าเป็นแรงกระตุ้นทางการออกแบบ?

“ผมมักจะพบว่าตัวเองถูกหยุดด้วยแสงไฟแปลกๆเสมอ สมองของเราถูกฝึกมาให้มองหาแสงสว่าง ดังนั้นผมก็ใช้สิ่งนี้แหละเป็นลูกเล่นทางสายตาในงานของผม ใช้แสงในมุมมองและขนาดต่างๆเพื่อช่วยในการไล่ระดับของการมองงาน”

คุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างในฐานะนักออกแบบบนเส้นทางสายอาชีพนี้?

“ผมคิดว่าผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนะ ผมยังมีเครื่อง Macintosh จากปี 1988 ของผมอยู่เลย แต่เมื่อไม่นานมานี้ Apple พึ่งจะให้ MacBook Pro ผมมาฟรีๆเครื่องนึง (แหม)”

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่นักออกแบบทุกวันนี้ต้องเผชิญคืออะไร?

“ข้อจำกัด ข้อบังคับ นักออกแบบไม่ได้มีอิสระในการออกแบบรถอีกแล้ว วิธีออกแบบรูปทรงของรถนั้นเปลี่ยนไป Aerodynamics ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป พวก eco-Nazis ได้ครอบครองทุกสิ่งแล้ว มันไปถึงขั้นที่เรียกว่า ad absurdum – คำภาษาลาตินที่ใช้อธิบายความงี่เง่าของสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้”

ความสำเร็จที่คุณภูมิใจที่สุด?

“คือการกลายเป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักออกแบบและเด็กๆทั่วโลก ผมได้รับการติดต่อจากทั้งแฟนๆในจีนและในยุโรป ตอนที่ผมอยู่ในปารีส  ผมตกใจที่พบว่าชาวฝรั่งเศสก็สนใจงานของผมเช่นกัน เพราะผมพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่นั่น ‘very French’ (ผมพยายามหาว่า very French แปลว่าไรก็หาไม่เจอ เอาเป็นว่าตอนนี้แปลมันว่า ฝรั่งเศสมาก ไปก่อนละกัน)”

การออกแบบรถที่ดีในความคิดของคุณคืออะไรครับ แล้วเพราะอะไรมันถึงได้เป็นการออกแบบที่ดี?

“ตอนนี้ ผมว่า Aston Martins คือปรากฎการณ์เลย งานออกแบบของพวกเขาอยู่บนพื้นฐานเส้นรูปไข่ที่โดดเด่น 2 เส้นซึ่งมันใช้ได้กับงานออกแบบของพวกเขา ผมรักสัดส่วนที่สวยงามนั้น ปริมาตรของรูปทรงนั้นได้อิทธิพลจากสไตล์ของ Jaguar D-type แล้วจับยืดออกเป็น Aston อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ มันโดดเด่น เป็นตัวเองโดยไม่ต้องตามกระแสใคร ผมไม่ใช่แฟนของ BMW โดยเฉพาะเมื่อเห็นสิ่งที่พวกเขาทำกับท้ายของ 7 Series รถใหม่ๆเดี๋ยวนี้มากับภาพลักษณ์แบบ ‘ตูดเชิดๆ’ พร้อมกับด้านหน้าที่ดูสุดโต่ง, stance (ภาพลักษณ์) ของพวกเขาเริ่มต้นด้วย California Rake (แนวหลังคาตั้งตรง) – นั่นคือรูปลักษณ์ทรงลิ่มแบบรถ Hot Rod ผมยังไม่ชอบ CLS กับแนวเส้นโค้งเวอร์ๆและเส้น crease ด้านข้าวที่พวกเขายืมมาจาก BMW นั่นเท่าไหร่ด้วย ยุคสมัยที่รถมีช่องว่างกระจกหรือ greenhouses มากๆนั้นจบไปแล้ว ผมว่ารถ Chrysler 300C นั้นดูเหมือนรถของพวกมาเฟีย ผมเอารถรุ่นนี้ไปรับเพื่อนแม่แล้วเธอบอกว่า ‘ฉันรู้สึกเหมือนกำลังทำอะไรผิดซักอย่างและกำลังถูกนำตัวไปสอบสวนยังไงไม่รู้’

“ตอนที่ผมยังทำงานอยู่กับ Raymond Loewy เขาส่ง Jerome Guild มารับผมที่สนามบินพร้อมกับรถ Cadillac หรือ Buick นี่แหละ คันเบ้อเริ่มเลยเพราะเขานึกว่าผมชอบรถอเมริกันคันใหญ่ๆ แต่ตลอด 43 ปีที่ผ่านมาผมเป็นเจ้าของ 300SL Gullwing Coupe ปี 56 ที่ซื้อมาแค่ 5000 เหรียญ ทุกวันนี้ราคาที่ประมูลกันนั้นขึ้นไปสูงถึงครึ่งล้านแล้ว ตำแหน่งท่านั่งนั้นสบายมากแต่พื้นที่เหนือหัวนั้นน้อยไปหน่อย แต่พอผมเริ่มจะชำนาญการขึ้น-ลงรถแล้วมันก็กลายเป็นรถที่ใช้ในชีวิตประจำวันใน Orange County ได้อย่างดีเยี่ยมตลอดช่วงเวลา 30 ปีเลย มันมาจาก Stuttgart พร้อมกับล้อของ Rudge ภายในบุหนังและ camshaft ที่ถูกปรับแต่งให้มีกำลังเพิ่มที่ช่วง 3000 รอบ เกียร์ถูกเซตมา ‘ยาว’ มันไปได้ถึง 40mph (64 กม./ชม.) ในเกียร์แรก, 80 (128 กม./ชม.) ในเกียร์สอง, 110 (177 กม./ชม.) ในเกียร์สามแล้วคุณค่อยเปลี่ยนขึ้นเกียร์สี่ก็ได้ มันกินน้ำมัน 18mpg (6 กม./ลิตร) ที่ความเร็ว 100 ไมล์ (160 กม.) ต่อชม.ในเกียร์ 4 ที่รอบประมาณ 4000 รอบ ผมขับรถจาก Detroit ถึง Chicago แล้วกลับมาได้ด้วยน้ำมันถังเดียว ผมเรียกมันว่า‘รถประหยัดน้ำมันความเร็ว 160 กม./ชม.'”

พอจะบอกได้ไหมครับว่าอะไรน่าจะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการในอนาคต?

“ความสะดวกสบายคืออนาคต แต่นั่นขึ้นอยู่กับว่าเชื้อเพลิงแบบไหนจะเป็นผู้ชนะในอนาคตด้วย ผู้คนสนใจเรื่องสไตล์น้อยลง ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเซนส์เรื่องสไตล์เหมือนเมื่อก่อน รถกลายเป็นของใช้ที่ต้องเข้าถึงคนหมู่มาก รถทุกวันนี้ต้องมีขอบมุมที่เหลี่ยมเพราะคนครึ่งโลกนั้นอาศัยอยู่ในเมือง ดังนั้นพวกเขาจึงชอบที่จะอยู่ใน ‘กรงขังที่ลอยสูง’ นั้นมากกว่า รถไม่ใช่สิ่งที่มีสไตล์และหรูหราอีกต่อไปแต่เริ่มกลับไปเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมอีกครั้ง”

อยากรู้จัก Syd Mead และงานของเขามากกว่านี้ เข้าไปดูที่ www.sydmead.com

บทความแปลจากต้นฉบับที่ Cardesignnews.com

gallery: Syd Mead, visual futurist and conceptual designer

แสดงความคิดเห็น