car design glossary: A-B

ใน Car Design News แบ่งเป็น 2 ภาค อันนี้ผมรวมมาให้ทีเดียวเลย (แต่แปลไหวแค่วันละตัวสองตัว 555) มีเพิ่มเติมให้ด้วยบางคำ จำได้หมดก็น่าจะรู้เรื่องรถเยอะขึ้นมากแล้วครับ บางคำผมดัดแปลงเนื้อหาเพราะมีการอ้างถึงรถที่คนไทยน่าจะเข้าใจลำบาก ก็ย่อเนื้อความให้กระชับขึ้น สำหรับคนที่ต้องการเนื้อหาดั้งเดิมอ่านได้ที่ Car Design News ครับ

A:

gtr_detail4

Aerodynamics –

หรือ อากาศพลศาสตร์ คำง่ายๆที่ได้ยินบ่อยทั้งในวงการมอเตอร์สปอร์ตและโฆษณารถนะครับ ในการออกแบบรถมี หลักอากาศพลศาสตร์ เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ การออกแบบรูปทรงที่ลู่ลมช่วยให้รถต้านลมน้อยลง ไปได้เร็วขึ้น และประหยัดพลังงาน

124449_2_preview

Alloy wheel –

ล้ออัลลอย เทคโนโลยีจากสนามแข่งถัดจากล้อแบบซี่ลวด ล้ออัลลอยหรือล้อแม็กคือชื่อที่เราใช้เรียกล้อที่ไม่ใช่กระทะเหล็ก อัญมณีชิ้นสำคัญที่สุดหนึ่งเดียวของวงการยานยนต์

ล้ออลูมินัมอัลลอยมีทั้งแบบ cast หรือ forged สีมาตรฐานที่เห็นคือสีเงิน (จากโรงงาน) บางครั้งล้อสีเข้มอาจจะถูกกัดหน้าให้เห็นแถบเนื้อโลหะสีเงินเพื่อสร้างการสะท้อนแสงอีกรูปแบบหนึ่ง ฝุ่นผงจากเบรคจะช่วยขับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของก้านแม็กให้ชัดเจน ส่วนรถบางรุ่นอย่าง Subaru Impreza หรือ Renault’s Clio Williams เลือกใช้ล้อสีทองเพื่อสร้างสัญลักษณ์ให้กับผู้พบเห็นและทำให้มั่นใจว่าผู้คนจะจำได้ว่านี่คือ Impreza

ความสำคัญของล้อยังส่งผลต่อ ภาพลักษณ์ (appearance) และ ท่าทาง (stance) ของรถด้วย และล้อหลายๆรูปแบบนั้นไม่ได้สูญหายไปกับการผลิตผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมเหมือนกับชิ้นส่วนอื่นๆบน concept car ผู้ผลิตมักจะลิสต์ขนาดล้อใหญ่ถึงเล็กมาให้เราเลือกตอนซื้อรถเสมอ ล้ออัลลอยยังขับดันธุรกิจขนาดใหญ่อย่างอุตสาหกรรมชุดแต่งให้ก้าวไปข้างหน้าได้อีกด้วย

131569_2_preview

Armature –

armature (โครง, ฐาน, แกน) หรือที่บางทีก็ได้ยินเรียกกันว่า ‘buck’ แต่คำนี้อาจจะทำให้สับสนกับคำว่า ‘seating buck’ ได้

ดิน Clay นั้น ทั้งหนัก แพงและอ่อนไหวต่ออุณหภูมิ ถ้าถมดินหนาเกินไปดินก็จะแตกร่วงลงมาเพราะรับน้ำหนักตัวเองไม่ได้ ด้วยเหตุนี้โมเดลดินทุกตัว ทุกขนาดจึงต้องมี ‘โครง’ ที่ทำด้วยไม้หรือโฟมอยู่ด้วยเสมอ ในงานดินขนาดจริงอาจจะมีถึงโครงสร้าง ‘chassis’ เหล็กกล้าพร้อมเพลาขับและล้อจริงด้วยเพื่อความสมจริงและเพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายได้

ขนาดของโครงหรือ armature นั้นได้มาจากการทำ tape และ package drawing โดยขนาดที่ต้องการจะถูก offset ลงไปเล็กน้อยเพื่อให้มีที่ว่างสำหรับงานขึ้นรูปดิน

B:

Picture1

Backlight deck –

หลายๆครั้งคำว่า light ถูกใช้แทนกระจกรถ backlight deck ก็มีความหมายๆกลายๆถึงพื้นที่กระจกด้านหลังที่ลาดลงไปหาฝาท้าย

69803_2_preview

Belt line –

เส้นที่อยู่ใต้กระจกข้างรถ เป็นเหมือนรอยต่อระหว่างกระจกและตัวถังด้านข้าง ถือเป็นเส้นสำคัญเพราะการขับเน้นเส้นนี้ส่งผลให้ body section (ภาพตัดของรถ) เปลี่ยน การเปลี่ยนตำแหน่งและมุมเอียงของเส้น beltline ยังส่งผลมหาศาลต่อสัดส่วนและภาพลักษณ์ของรถ รถที่มีเส้น beltline ต่ำสร้างความรู้สึกละเอียดอ่อน หรูหราและทันสมัย ส่วนรถที่ beltline ต่ำและพื้นที่กระจกน้อยนั้นให้ความรู้สึกหยาบ แข็งกระด้างและโหดร้าย

beltline ที่วิ่งขึ้นไปด้านหลังช่วยสร้างรูปทรง ‘ลิ่ม’ ตามแบบสมัยนิยมให้กับรถ และทำให้เห็นภาพทิศทางที่รถจะพุ่งไป

ภาษาอังกฤษแบบอังกฤษอาจเรียก Waistline

17587_2_preview

Body section –

เส้นที่จะเกิดหากเราตัดรถออกครึ่งคันแล้วมองจากด้านหน้าหรือหลังรถ การเดินเทปตรงๆบนพื้นผิวดิน clay ก็ช่วยให้เห็นเส้นได้ชัดเจนและเข้าใจพื้นผิวมากขึ้น หรือลองเปิดประตูหน้าแล้วสังเกตุดูขอบประตูก็ได้เหมือนกัน เส้น body section เปลี่ยนแปลงไปตามรถ แต่ลักษณะที่พอจะเห็นได้ชัดก็มีความนูนของ shoulder line รอยหยักใต้ shoulder line (หรือ crease) ของรถบางยี่ห้ออย่าง BMW ที่มี ‘flame surfacing’ ซึ่งอาศัยการโค้งเข้าออกของพื้นผิวตอบสนองต่อสายตาของผู้มอง

24897_2_preview

Body wide line –

เส้นด้านข้างตัวรถที่แสดงออกถึงความกว้างสุดของรถที่วัดได้ ไม่นับรวมกระจกมองข้าง ความกว้างนี้อาจเกิดได้จากเส้น crease และ body section ได้ด้วย แต่ว่าโดยธรรมดาแล้วจะเห็นเส้นนี้ในแถบพลาสติกกันรอยขีดข่วนที่วิ่งรอบคันรถ แต่ในแนวทางการออกแบบใหม่ๆในปัจจุบันเส้นกันชนรอบคุนรถนั้นไม่เป็นที่นิยม จึงจะสามารถวัด body wide line โดยประมาณได้จากเส้น crease ของตัวรถแทน

73403_2_preview

Bone line –

(หรือ swage line, feature line, crease, character line)

มีแค่เส้นบางๆที่คั่นระหว่างคำเหล่านี้ บางครั้งเราจึงสามารถใช้แทนกันได้ไม่ว่าคำไหน เส้นเหล่านี้เดิมทีเกิดมาเพื่อเสริมความแข็งแรงของแผงโลหะที่ใช้เป็นประตูรถ แต่หลังจากนั้นก็ได้กลายเป็นเส้นที่มีบทบาทสำคัญต่องานออกแบบด้วยเช่นกัน

โดยเส้นหยักนี้แสดงทั้งความชัดเจน การเน้นเส้น เป็นจุดสนใจทางสายตาและช่วยจัดระเบียบงานออกแบบ เพื่อดึงความสนใจจากสายตาผู้พบเห็น

หากใช้คำว่า bone line นั่นหมายถึงเส้นที่ปูดออกมาจากข้างตัวถังในแนวตรง เห็นได้ชัดเจน แต่หากเป็น crease จะมีลักษณะเป็นรอยพับซ่อนใต้เส้น shoulder line มากกว่า ส่วน character line นั้นใช้สำหรับเส้นที่มีความสำคัญต่อ ‘บุคลิกภาพ’ ของรถมากเช่นเส้นของ Mercedes CLS

หลายครั้งที่เส้นดังกล่าวนี้ถูกใช้เพื่อสร้างความขัดแย้งบนพื้นผิวให้กับรูปทรงของรถที่เป็นมัดกล้ามตามอย่างสมัยนิยมในปัจจุบัน ทำให้ดูเหมือนว่าเนื้อหนังแผ่นโลหะของรถนั้นกำลังห่อหุ้มสิ่งที่มีโครงสร้างแข็งแกร่งยิ่งกว่าอยู่ข้างใน

75758_2_preview

Bonnet –

คำเรียกแบบอังกฤษอังกฤษของ hood หรือฝากระโปรงนั่นเอง พื้นผิวโลหะที่ครอบเครื่องยนต์อยู่นี้ยังหมายความถึงแผ่นปิดเครื่องยนต์ได้ด้วยสำหรับรถที่เครื่องวางด้านหลัง ฝากระโปรงนั้นถูกยกขึ้นได้เพื่อการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ เส้นรอยต่อของฝากระโปรงที่ปลายด้านหน้านั้นเรียกว่าเส้น ‘hood cowl line’

Hood shut lines ใช้เรยกเส้นรอยต่อที่วิ่งจากเสาหน้ารถมาจนถึงด้านหน้า รถส่วนใหญ่มีเส้น shut line ของฝากระโปรงอยู่ด้านบน แต่รถหลายๆรุ่นของ Land Rover และ Saab มีเอกลักษณ์ฝากระโปรงแบบ ‘clam shell’ หรือกระโปรงหน้าแบบฝาหอยซึ่งเส้น shutline วิ่งอยู่ด้านข้างตัวรถเหนือซุ้มล้อหน้าแทน

กฎหมายในยุโรประบุไว้ว่ารถทุกคันที่ขายในตลาดยุโรปต้องมีระยะ 81 mm ระหว่างพิ้นใต้ฝากระโปรงกับชิ้นส่วนที่ไม่ขยับของเครื่องยนต์และระบบกันสะเทือนใต้ฝากระโปรง เพื่อความปลอดภัยในกรณีชนคนเดินถนน

ผู้ผลิตบางรายอย่างเช่น Jaguar มีวิธีหลบเลี่ยงกฎข้อนี้ด้วยระบบฝากระโปรงหน้าแบบยกตัวได้เมื่อเกิดการชน ( ‘pyrotechnic deployable’ hood ) ทำให้สามารถกดฝากระโปรงให้ต่ำได้ตามแบบฉบับรถสปอร์ต

55298_2_preview

Bulkhead –

ในภาษาอังกฤษใช้ Bulkhead แทนคำว่า firewall แต่ในความหมายแล้วก็คือโครงสร้างผนังที่กั้นห้องโดยสารและห้องเครื่องยนต์ออกจากกัน หน้าที่สำคัญคือซับเสียงและความร้อนจากเครื่องยนต์ ในส่วนของ firewall ยังอาจเป็นที่วาง battery หรือถังน้ำฉีดกระจก ฯ ได้ด้วย

สำหรับรถสปอร์ตหลายๆคัน firewall อยู่ด้านหลังตามเครื่องยนต์ และในรถสมัยใหม่ เบาะหลังแบบพับได้ของรถ sedan หลายๆรุ่นก็ทำหน้าที่เหมือน firewall กั้นห้องโดยสารกับห้องสัมภาระด้านหลัง และก็มีอีกหลายๆคันที่มีที่วางแขนตรงกลางซึ่งทำหน้าที่เป็น ‘ski hatch’ หรือประตูเปิดลงไปหาห้องสัมภาระได้ด้วย

ที่มาของ car design glossary (ต้นฉบับ):

71702_2_preview

การวาดเป็นภาษาพื้นฐานของนักออกแบบ และใช้ได้ดี รวดเร็วในการสื่อสารระหว่างนักออกแบบด้วยกัน แต่หลายๆครั้งนักออกแบบต้องอธิบายงานออกแบบทั้งของตัวเองและของคนอื่นด้วย ‘คำพูด’ นั่นคือสาเหตุว่าทำไมจึงมีการประมวลศัพท์ คำศัพท์ที่หากย้อนไปก็คงมีที่มาจากคนต่างยุคต่างสมัยกันในหลายสาขา ชุดคำที่ยังคงเติบโตเปลี่ยนแปลงไปในโลกที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ก้าวหน้าและสายงานออกแบบซ้อนทับปนเปกัน

David Browne, ตำแหน่ง Course Director of Automotive Design ในมหาวิทยาลัย Coventry ได้สร้างประมวลศัพท์สำหรับใช้ในการออกแบบรถขึ้นและได้ร่วมมือกับเวบไซต์ car design news เพื่อขอความคิดเห็นและเสียงตอบรับจากนักออกแบบตัวจริงในอุตสาหกรรม เช่น เมื่อไหร่ที่เส้น feature line เริ่มกลายเป็น crease line? คำเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยผ่านการไตร่ตรองก่อน เป็นเพียงแค่คำที่ใช้ๆกันไปเท่านั้น แต่ตอนนี้เราควรจะจัดระเบียบเพื่อสร้างคำศัพท์ที่เป็นที่เข้าใจและเป็นกลางขึ้นมาได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม สตูดิโอออกแบบหลายๆแห่งต่างก็มี ‘ชุดภาษา’ ที่เข้าใจในองค์กรของตัวเอง และจะรู้กันในหมู่นักออกแบบและ modeler ของบริษัทเท่านั้น – แล้วคำพวกนี้มาจากไหนกัน?

มีข้อสันนิษฐานว่าภาษาเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อปกป้องความลับภายในบริษัทจากคนภายนอก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ในโลกที่การแข่งขันสูง ลงทุนสูงนี้เราคงได้เห็นภาษาที่เป็นความลับสุดยอดยิ่งกว่านี้แน่นอน

ในขณะที่นักออกแบบมีชุดภาษาของพวกเขาเพื่อสื่อสารกันเองแล้ว รถที่พวกเข้าได้สร้างสรรค์ออกมานั้นกลับพูดภาษาอีกภาษาหนึ่งที่เงียบงัน แต่ทรงพลัง เปี่ยมด้วยสัญลักษณ์และเข้าใจได้ ภาษาที่สื่อออกมานี้ตั้งเป้าตรงไปยังทั้งจิตใจและกระเป๋าเงินของลูกค้า

นักเขียนสายยานยนต์ Peter Robinson และ Russell Bulgin อาจจะเป็นนักเขียนชุดแรกๆที่เข้าใจการออกแบบและเข้าถึงนักออกแบบจริงๆด้วยภาษาเขียนของพวกเขา หลายปีหลังจากนั้นเมื่อคำที่เกิดจากงานเขียนเหล่านี้เป็นที่แพร่หลายในสื่อทันสมัยหลายๆทาง คำศัพท์เหล่านี้จึงเริ่มมีความสำคัญขึ้นมาสำหรับทุกคนที่สนใจด้านงานออกแบบยานยนต์ หรือทุกคนที่ต้องการอธิบายงานออกแบบก็ควรศึกษาคำศัพท์เหล่านี้ไว้เพื่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในสายงานของตัวเอง

และนั่นคือสาเหตุว่าทำไมเราจึงได้จัดทำและเผยแพร่ Glossary

– car design news –

car design glossary ฉบับภาษาไทย

A-B

C

D-E

F

G-H

I-M

O

P

R

S