C:

Cab forward
ที่มาของคำนี้ต้องยกเครดิตให้ฝ่ายการตลาดของ Chrysler ในปี 1987 ที่ ‘Portofino’ Concept Car ออกมาเป็นครั้งแรก แต่บางครั้ง บางคนก็บอกว่าเป็นคำที่ design Vice President ของ Ford, Jack Telnac ผู้ซึ่งชื่นชอบรางรถไฟด้วยเป็นผู้คิดขึ้นมาเพื่อระลึกถึงคำว่า Cab Forward locomotives (รถไฟ) สายใต้ในยุคต้นศตวรรษที่ 20 (1900s)
กระแสตอบรับที่ดีมากของ Portofino ทำให้เกิดรถรุ่นผลิตขายจริงอย่าง Dodge Intrepid (1993) ขึ้นมาและในปี 1994 รถ Chrysler LH และ New Yorker ก็กลายเป็นผู้นำแฟชั่นและทำให้ Chrysler กลับมาเป็นผู้นำด้านการออกแบบอีกครั้ง
ข้อดีของการจัดแพกเกจแบบนี้คือพื้นที่ว่างในห้องโดยสาร การขยับกระจกหน้า คนขับและผู้โดยสารไปข้างหน้าหมายถึงพื้นที่เก็บของด้านหลังที่กว้างขวางขึ้น การขยายฐานล้อด้วยการยืดล้อหลังและซุ้มล้อออกไปก็ยิ่งส่งเสริมนวัตกรรมแพกเกจนี้เข้าไปอีกในรถอเมริกันคันใหญ่สมัยนั้น
โดยทฤษฎีดังที่กล่าวไปข้างต้น เราอาจจะเรียก Mercedes-Benz SLR McLaren ว่าเป็นรถแบบ ‘cab rearward’ ได้
Cant rail
โครงสร้างที่ปกติจะอยู่ด้านบนเสา B หรือเสากลางของรถพอดีและกลายเป็นขอบบนของประตูไปด้วย ในรถสมัยใหม่ cant rail วิ่งเรียบเนียนต่อเนื่องไปกับเสา A และเสา C โดยจะเห็นความต่อเนื่องได้ชัดเจนมากในรถที่เป็นหลังคากระจกอย่าง Mercedes E-Class (ในภาพ)
ม่านนิรภัยก็ถูกบรรจุอยู่ใน cant rail (ด้านในรถ)
รถอย่าง Citroen Pluriel (ภาพบน) และ Smart Roadster มี cant rail แบบถอดได้
เส้นสำคัญอย่าง feature line หรือ crease ที่ถูกบรรจงสร้างขึ้น หรือพูดให้สวยขึ้น เกิดจากการบรรจบของพื้นผิวบนตัวรถนั้น ให้ทั้งความชัดเจน ‘บุคลิก’ กับรูปทรงทั้งหมด
character line นั้นเรียบง่ายกว่า และก็สำคัญต่องานออกแบบยิ่งกว่าเส้น feature line หรือ crease และเป็นเส้นที่จะยังเหลือหากทำภาพรถให้เป็น abstract ยกตัวอย่างเช่น SEAT Altea เส้นโค้งบางๆแบบ ‘banana-ed (แปลว่าไรดีล่ะครับ ‘โค้งกล้วย’ ดีไหม)’ ที่วิ่งแยกห่างจาก beltline ออกมา หรือเส้นที่กวาดยาวไปด้านข้างของ Mercedes CLS ก็ถูกนำไปใช้ใน A-Class, B-Class, R-Class และแม้กระทั่งรถตู้อย่าง Vianoตอนนี้มันได้กลายเป็นเส้นที่สำคัญต่อภาษาทางรูปทรงของ Mercedes ไปแล้ว
ในทางกลับกัน เส้น character line ที่ตวัด ‘แบบลวกๆ’ บนแผงตัวถังด้านข้างของ Jaguar S-Type ที่ตั้งใจจะสื่อถึงรถรุ่นปี 1960′s อย่าง 3.4 และ 3.8S นั้นกลับมีอยู่ในรุ่นเดียวเท่านั้น
ชิ้นส่วนสามเหลี่ยมเล็กที่มักถูกทำสีดำด้านไว้ อยู่บริเวณด้านล่างของเสา A ซึ่งช่วยในการสร้างรูปทรงหลอกๆของกระจกข้างให้สวยขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นชิ้นส่วนที่ใช้กลบเกลื่อนความยุ่งเหยิงและจัดการยากของจุดรวมพื้นผิว 3 ระนาบจุดนี้ ดังนั้นเทียบกับขนาดแล้วต้องถือว่าเป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญต่องานออกแบบมากทีเดียว ลองสังเกตรถตัวอย่างที่ไม่มี Cheater Panel ดูได้ในรูปด้านล่าง (Fiat Punto) ว่าไม่มีแล้วส่งผลกับกราฟิกด้านข้างอย่างไร
ในแง่การใช้งาน หาก cheater panel อยู่บนตัวประตูแล้ว มันจะเป็นได้ทั้งฐานสำหรับรองรับกระจกมองข้างและรางจับกระจกที่จะเลื่อนลงด้านหน้าได้ด้วย
Rear Cheater
การใช้งานเดียวกับ cheater ที่ด้านหน้า สามเหลี่ยมขนาดเล็กและเป็นสีดำด้านเช่นเดียวกัน วิ่งต่อจากเส้นขอบกระจกบานประตูหลังเพื่อสร้างกราฟิกด้านล่างเสา C ให้เหมือนว่าภาพกระจกทั้งคันดูยาวกว่าเดิม เมื่อก่อนเราใช้มันเพื่อหดกระจกหลังให้สั้นลงและทำหน้าที่รางจับกระจกให้เลื่อนลงไปได้ ในภาพยังเห็นการใช้งานแบบเป็นที่จับเปิดประตูได้อีกอย่างด้วย
ในอเมริกาอาจจะรู้จักกันในชื่อ ‘Flag’
ดิน clay นั้นผมเคยกล่าวถึงการทำ clay ไปในบทความก่อนหน้านี้แล้ว แน่นอนในหมวดตัว C ต้องมีคำว่า Clay ด้วยแน่นอน ดินสำหรับใช้ขึ้นรูปรถนั้นเป็นสีน้ำตาลหม่นๆ เนื้อละเอียดและมี wax เป็นเบส ต้นกำเนิดมาจากอเมริกา ใช้ในงานเก็บผิวขั้นสุดท้ายของงานออกแบบทั้งภายในและภายนอก ดิน clay นั้นไวต่ออุณหภูมิไม่เหมือนดินเซรามิคที่มีเบสเป็นน้ำ ดิน clay ไม่ละลายน้ำและไม่ติดไฟ
ท่อนดินขนาด 1 kg จะถูก ‘อุ่น’ ในเตาอบที่รักษาอุณหภูมิไว้ที่ 60 องศาเซลเซียส อุณหภูมิซึ่งดินจะเปลี่ยนคุณสมบัติเป็นดินที่บิดเปลี่ยนรูปได้ง่ายและจะถูกถมลงบน armature หรือ buck หรือโครงจำลองที่ความหนา 1 นิ้วโดยประมาณ เมื่อเย็นตัวที่อุณหภูมิห้องแล้วดินจะมีผิวแข็งและสามารถขึ้นรูปได้ด้วยเครื่องมือหลากหลายเช่นเหล็กสปริง curve หรืออาจเป็นหัวกัดจากเครื่อง cnc 3-5 แกนก็ได้
ข้อดีที่สุดของการขึ้น clay ก็คือ การเอาเนื้อออกง่ายและถมเนื้อกลับเข้าไปใหม่ได้ง่ายและเนียน นั่นทำให้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ออกมานั้นเรียบเนียนไร้รอยต่อ นอกจากนี้ยังขึ้นรูปเปลี่ยนแปลงได้ไม่มีขีดจำกัด
Dressed Clays
เนื่องจากดิน clay นั้นเป็นวัสดุที่มีสีดิน ซึ่งอาจจะจืดชืดและดูไร้ชีวิตชีวาเกินไปสำหรับการทำความเข้าใจชิ้นงาน โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ใช่นักออกแบบ แต่ต้องมาเลือกแบบ…
การแต่งตัวอย่างง่ายที่สุดของ clay ไม่ว่าในขนาดจริงหรือย่อขนาด ก็คือการ ‘ติดเทปดำ’ ลงบนพื้นที่กระจก บางครั้งอาจรวมถึงพื้นที่อื่นอย่างไฟหน้าและช่องอากาศทั้งหลายด้วย เพียงเท่านี้ก็จะสามารถจินตนาการภาพของรถจริงออกได้แล้วระดับหนึ่ง อีกระดับก็คือการใช้ฟิล์ม ‘Di-Noc’ เพื่อสร้างพื้นผิวที่เป็นสีเสมือนสีรถจริงขึ้นมา (ตัวอย่างในภาพ)
โดยปกติแล้วงาน sketch design ที่ดีนั้นค่อนข้างจำกัดอิสระของนักออกแบบ (อาจจะด้วยสัดส่วนต่างๆของรถ) และต้องถูกสร้างสรรค์บนพื้นฐานของความเป็นจริง ต้องมีความยับยั้งชั่งใจในงานออกแบบที่ต้องพิจารณาถึงทั้ง package ของรถรวมไปถึงการผลิต
แต่งาน Concept sketches จะต่างออกไป ไม่มีข้อห้ามที่ต้องกังวลและกดดันกับความเป็นเป็นจริงมากนัก เป็นงาน sketch ที่ใช้เพื่อกระตุ้นต่อมจินตนาการและความสร้างสรรค์ของนักออกแบบ อาจเป็นแค่การแสดงแนวคิด ทิศทางหรือเป้าหมายที่ชวนฝันของงานออกแบบนั้นๆ บางครั้งก็อาจเป็นงานสเกตช์ที่แสดงถึงเนื้อหา เรื่องราวเบื้องหลัง หรืออิทธิพลที่มีต่องานออกแบบ
บางครั้งก็อาจเป็นงานโชว์ สร้างขึ้นเพื่อการเผยแพร่ในสื่อ ซึ่งอาจเป็นภาพที่เสริมแต่งด้วย Photoshop หรืออาจะเป็นแค่สเกตช์หลวมๆแต่สร้าง impact อย่างใหญ่หลวงให้ผู้พบเห็นก็ได้
Crease Line
crease คือพื้นผิวที่ถูกกดหรือพับให้เกิดเส้นจากพื้นผิวสองพื้นผิวบรรจบกัน
ไม่เหมือนกับ feature line เส้น crease นั้นติดรวมอยู่กับงานออกแบบและไม่สามารถวิ่งเนียนหายไปกับพื้นผิวได้ เส้น crease ใช้แสดงพื้นผิวหลักๆรวมถึงเห็นได้ชัดในภาพด้านของรถ การออกแบบแบบ ‘New Edge’ ของ Ford ก่อนนี้ก็ใช้ crease (เป็นหลัก) เพื่อแสดงขอบ สัน ของรถอย่าง Ka, Cougar ฯ
เส้น crease ผิวนูนออกมาหรือยุบลงไปก็ได้ เส้น crease ที่ลอยเด่นชัดขึ้นมาบนพื้นผิวเรียบๆนั้นอาจได้รับความสำคัญให้เป็น character line ได้เลย
เส้น crease สองเส้นที่อยู่ใกล้กันอาจจะทำหน้าที่ร่วมกันเป็น feature line ได้ รถ Golf Mk 1 ของ Giugiaro ในปี 1974 มีพื้นตัวถังด้านข้างแบนราบพร้อมกับเส้นรอยพับสองจังหวะ ซึ่งทำหน้าที่เป็น feature line ที่ชัดเจนและดูแข็งแรง หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ford, Uwe Bahnsen กล่าวถึงการออกแบบนี้ว่ามาจากงานแบบ ‘Origami’
Crown (กระหม่อม) บนแผงตัวถังหมายถึงพื้นผิวโค้งหลายทาง (2-3 แกน) ส่วนใหญ่มักเป็นโค้งนูน หากมองจากด้านเดียวมันก็เป็นแค่ ‘เส้นโค้ง’ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงในชิ้นงานสำหรับวิศวกร แต่กับนักออกแบบแล้ว Crown ช่วยในการควบคุม highlights และแนวเส้นของแสงที่ตกกระทบ
การสร้าง ภาพ ของพื้นผิวเรียบแบนนั้นทำได้โดยการสร้าง crown น้อยๆ แต่ไม่สามารถสร้างเป็นระนาบแบนจริงๆได้
การ ‘วัด’ ความ crown อย่างง่ายๆ นั้นทำได้โดยเปรียบเทียบกับพื้นผิวเรียบ ในงานออกแบบรถนั้นมักจะใช้พื้นผิวแบบ crown มากกว่าจะเป็นพื้นเรียบเช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าในทางไหน กระจกไม่นับเป็น crown เพราะถือว่าเป็นโค้งทางเดียว (กระจกหน้า-หลังโค้งทางเดียวเมื่อมองจากด้านบน)
car design glossary ฉบับภาษาไทย
S
Popularity: 20% [?]
บทความที่คล้ายกัน:
- car design glossary: A-B
- Mercedes-Benz E-Class Coupé: the design
- Gilles: พอแล้วกับ ‘Edge’, Chrysler design จะเป็น ‘Organic’















เยี่ยมครับ
[...] C [...]
[...] C [...]
[...] C [...]
[...] C [...]
[...] C [...]
[...] C [...]
[...] C [...]