F:
Fascia
Fascia เป็นได้หลายอย่างในรถ ในภาษาอังกฤษ fascia ของรถหรือ facia จะอยู่ใน instrument panel หรือในพื้นที่บริเวณ dashboard ด้านหน้าผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้าโดยคำเริ่มเป็นที่นิยมขึ้นมาจากคนในวงผู้เชี่ยวชาญและพวกคลั่งรถ
ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกาสมัยใหม่มักใช้ fascia เป็นเหมือนคำแทนภาพรวมด้านหน้าสุดของรถไล่ตั้งแต่กระจังหน้า ไฟหน้า กันชนหน้าไปจนถึงรายละเอียดอื่นๆ ซึ่งเป็นบริเวณที่ใช้แบ่งแยกรถและสร้างภาพที่ชัดเจนให้รถได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็เป็นส่วนที่ง่ายต่อการแก้ไขหน้าตาที่สุดเมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงการออกแบบด้านหน้าของรถ คำว่า fascia แบบหลังนี้เป็นที่นิยมใช้กันในผู้ค้ารถและนักเขียนบทความ (ที่ผมเจอ พวก aftermarket ด้วยครับ อีกคำที่เจอคือ lower bumper)
คำว่า fascia ยังอธิบายรวมไปถึงด้านหลังของรถได้ด้วย เมื่อรวมพื้นที่ fascia ทั้งด้านหน้าและหลังแล้วเท่ากับว่าเราสามารถเปลี่ยนหน้าตา 1 ส่วน 4 ของตัวรถทั้งหมดได้เลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น fascia ยังถูกใช้เพื่ออธิบายแผ่นปิดกันชนด้านหน้า-หลังที่เชื่อมภาพกันชนไปยังด้านข้างของรถ ส่วนใหญ่หมายรวมถึงช่องรับอากาศระบายความร้อนด้วย (บรรทัดผมแปลตรงๆ งงเหมือนกัน ถ้าใครช่วยได้ลองเข้าไปดูที่มาแล้วช่วยอธิบายใหม่ทีนะครับว่ามันชิ้นไหนแน่ – -) ส่วนใหญ่ของ fascia มักถูกขึ้นรูปด้วย TPO (thermoplastic olefin elastomer) เป็นวัสดุความเงาสูง ผนังบาง ทำสีได้ง่ายและแพร่กระจายความร้อนน้อย
เฉพาะคำว่า Fascia ผมอ้างอิงข้อมูลจาก Wikipedia นะครับ
ภาษายังไม่ตาย คำว่า fascia ยังพบเห็นได้ตามเนื้อหาในบทความต่างๆ แต่หากจะเรียกให้มีความชัดเจนเราสามารถแยกเรียกเป็น face กับ instrument panel ไปได้เลยครับ
Feature line
เส้นง่ายๆที่ลากผ่านบนพื้นผิวของตัวถังรถ เส้น feature line ที่ดีจะกลมกลืนไปกับการออกแบบโดยรวมของรถ แต่สำหรับบางเส้นก็อาจใช้เพื่อแก้ความน่าเบื่อของพื้นผิวที่ราบเรียบและดูธรรมดาเกินไปเท่านั้น
มันอาจเป็นเส้นที่ช่วยขับเน้นให้รูปทรงของรถดูเด่น อาจใช้เพื่อเชื่อมต่อหรือจัดระเบียบสิ่งที่ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหนอย่างมือจับประตู ช่องอากาศ ช่องใส่ป้ายทะเบียน ฯ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้พบได้ทั่วทั้งคันรถ
รถทุกคัน ตัวถังทุกรูปแบบมักจะมี feature line บางคันก็อาจจะมีมากเกินไปด้วย
Fender
Fender เป็นอุปกรณ์ที่ต้องติดตั้งตามกฎหมายเพื่อป้องกันล้อ ยางและตัวถัง ซึ่งหลายๆครั้งก็หมายถึงผู้โดยสารด้วย นอกจากนี้ยังป้องกันผู้ร่วมถนนจากละอองฝุ่นควันและกรวดหินหรืออะไรก็ตามที่จะกระเด็นขึ้นมาจากการหมุนของล้อ
รูปทรงในช่วงแรกของ fender นั้นโค้งตามล้อเหมือนบังโคลนของรถจักรยานจึงถูกเรียกกันว่า ‘cycle wings’ โดยบังโคลนหน้านั้นในยุคแรกจะแยกออกจากตัวรถและหมุนตามการเลี้ยวของล้อด้วย ทุกวันนี้ เราจะสามารถเจอ fender ได้ในด้านล้อหน้าของรถ ในทุกรูปแบบตัวถัง แต่เราจะพบ fender ด้านหลังได้ในรถ saloon ทรง 3 กล่อง เท่านั้น สำหรับรถประเภท hatchback หรือทรง 2 กล่องจะถูกเรียกแผงตัวถังเหนือซุ้มล้อว่า rear quarter panel
รถบางคัน เช่น Jeep (รูปบน) ยังมี fender แบบแยกให้เห็นชัดๆอยู่ (บ้านเรานี่ กระบะเข้าข่ายแทบทุกคันเลยมั้ง) แต่ในรถส่วนใหญ่ชิ้นส่วนนี้ได้ถูกรวมเข้ากับตัวถังเรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่ามีแฟชั่นที่ต้องการให้มี fender นูนเด่นออกมาชัดๆอยู่เพื่อแสดงถึงพลังและท่วงท่าที่หนักแน่นกว่า(ภาพตัวอย่าง: Chevrolet Volt)
fender ด้านหน้าที่เป็นพลาสติกซึ่งถอดเปลี่ยนได้ง่าย น้ำหนักเบา และมีราคาถูกนั้นแยกต่างหากจากแผงตัวถังของรถหลายๆคันเช่น Mercedes A-Class (ไม่แน่ใจว่าโมเดลเก่ารึเปล่า) สำหรับ Renault นั้นใช้ fender แบบพลาสติกกับรถหลายๆรุ่นมาหลายปีแล้ว
ภาษาอังกฤษอังกฤษ: Wing
Firewall
ในภาษาอังกฤษใช้ Bulkhead แทนคำว่า firewall แต่ในความหมายแล้วก็คือโครงสร้างผนังที่กั้นห้องโดยสารและห้องเครื่องยนต์ ออกจากกัน หน้าที่สำคัญคือซับเสียงและความร้อนจากเครื่องยนต์ ในส่วนของ firewall ยังอาจเป็นที่วาง battery หรือถังน้ำฉีดกระจก ฯ ได้ด้วย
สำหรับรถสปอร์ตหลายๆคัน firewall อยู่ด้านหลังตามเครื่องยนต์ และในรถสมัยใหม่ เบาะหลังแบบพับได้ของรถ sedan หลายๆรุ่นก็ทำหน้าที่เหมือน firewall กั้นห้องโดยสารกับห้องสัมภาระด้านหลัง และก็มีอีกหลายๆคันที่มีที่วางแขนตรงกลางซึ่งทำหน้าที่เป็น ‘ski hatch’ หรือประตูเปิดลงไปหาห้องสัมภาระได้ด้วย
ภาษาอังกฤษอังกฤษ:Bulkhead
Form language
(หรือ surface language)
นี่อาจหมายความถึงการจัดวางของรูปทรงของรถคันใดคันหนึ่งหรืออาจหมายถึงการจัดการกับ ‘สัมผัส’ ทางสายตาหรือเอกลักษณ์ที่คอยสร้างบุคลิกให้กับรถทุกรุ่นในสายการผลิตก็เป็นได้ Form language ยังอาจเป็น ‘แหล่งข้อมูลอ้างอิง’ สำหรับนักออกแบบที่จะดึงเอาแนวทาง, ธรรมเนียม, สิ่งที่ต้องรักษาและรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ มาใช้ในงานออกแบบ
โดยปกติแล้ว ที่มาของรูปทรงพื้นผิวงานออกแบบรถทั้งภายในและภายนอกมักจะมาจาก ‘จุดประสงค์’ หรือธรรมชาติของรถนั้นๆ เช่น รถ city car ขนาดเล็ก เส้นโค้งที่ได้จะไม่ทำให่รู้สึกถึงการคุกคาม ดูเป็นมิตร อาจด้วยเส้นโค้งอย่างนุ่มนวล รัศมีกว้าง หน้ารถที่ดูสนุกสนานและรายละเอียดงานตกแต่งภายในที่ดู ‘ขี้เล่น’ ในขณะที่พื้นผิวของรถสปอร์ตก็ควรส่งเสริมให้ตัวรถดูเป็นนักกีฬาและมีพลัง พื้นผิวของรถขับเคลื่อนสี่ล้อหรือ 4×4 ก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นงานออกแบบที่ดูโจ่งแจ้ง เห็นความหนาแน่นได้ชัดเจนโดยไม่ต้องการการกลั่นกรองใดๆ
form language ในการใช้งานระดับองค์กรอาจหมายถึงรูปทรงโดยรวมของ brand หรือสัญลักษณ์ที่ระบุถึง brand ซึ่งอ้างอิงจาก ธรรมเนียมปฏิบัติ ทางการออกแบบของบริษัท ซึ่งนักออกแบบตามบริษัทต่างๆก็จะทำตามกระบวนการนี้เพื่อการขึ้นรูปงานออกแบบจากจุดเริ่มต้นที่จุด ‘A’ ไปยังจุดต่อไป ‘B’ (อันนี้ผมพยายามแปลอย่างงงๆตามภาษาอังกฤษ ใครที่สนใจอยากช่วยแปลรบกวนเข้าไปเช๊คที่ cdn ว่าผมเข้าใจผิดอะไรไปหรือเปล่า ถ้าให้แปลไทยเป็นไทยอีกที ผมคิดว่าประโยคนี้พยายามจะบอกว่า form language เป็นตัวอ้างอิงเพื่อให้นักออกแบบดำเนินการออกแบบได้อย่างถูกต้องตามภาษาการออกแบบของบริษัทครับ)
ยกตัวอย่างเช่นงานออกแบบของ Audi ที่เด่นชัดอย่าง TT รุ่นแรกมีการใช้รูปทรงที่มาจากรูปทรงแบบ ‘เรขาคณิต’ เยอะมากทั้งในส่วนพื้นผิวและรายละเอียดภายใน รัศมีโค้งสมบูรณ์ เส้น shutline ที่ลึกและงานตัวถังที่แม่นยำสูง งานออกแบบ ‘คิดเยอะ’ เหล่านี้สร้างบุคลิกให้กับรถทั้งหมดและสร้างเอกลักษณ์ของตระกูลให้กับ Audi (เป็นที่น่าสนใจว่าพื้นผิวที่ ‘จัดการมาอย่างดี’ ของ Audi-Lamborghini นั้นไม่ถูกจำสับสนกับพื้นผิวงานประติมากรรมที่ ‘มีสเน่ห์เย้ายวน’ มากกว่าของ Ferrari)
‘ความ Jaguar’ นั้นสามารถสืบย้อนไปในช่วงเวลาเก่าๆ (โดยมองข้าม XJ-S ไป….) ไปหารถที่เปี่ยมอารมณ์อย่าง E-Type, D-Type และ C-Type แต่รถที่เฉียบคมอย่าง XF ใหม่นั้นเป็นความพยายามที่จะนิยามเส้นทางใหม่สู่อนาคตข้างหน้า
บาง form language นั้นมีความสำคัญพอจะให้ชื่อเรียกได้ เช่นงานกราฟิกบนตัวถังของ Ford ในยุค Ford ‘New Edge’ ช่วงปี 1990s และเส้นสายแบบ ‘เคลื่อนไหวแม้หยุดนิ่ง’ ที่ยังพัฒนาต่อมาอย่าง ‘Kinetic Design’ (ภาพประกอบ: Ford KA) ภาษาการออกแบบอันมีชื่อเสียง (ในทั้งทางดี-ร้าย) ของ BMW ‘flame surfacing’ นั้นก็ช่วยสรุปรวมภาพงานออกแบบของรถที่หลากหลายทั้งหมดของ BMW ให้เป็นหนึ่งเดียว
ผู้ผลิตรายใหม่ๆ หลายรายในญี่ปุ่นและเกาหลี รวมถึงจีนที่ไม่มีประวัติศาสตร์ทางการออกแบบของตัวเองใช้วิธี ‘หยิบยืม’ ภาษาของผู้ผลิตรายอื่นที่ประสบความสำเร็จมาเพื่อเป็นทางลัดในการได้รับการยอมรับจากตลาด
French curves
คำที่ใช้อธิบายถึงอุปกรณ์ช่วยลากเส้นโค้งที่มีรัศมี เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ – นั่นคือ curve แบบความโค้งไม่คงที่ ซึ่งทำให้เส้นที่ถูกวาดออกมามี ‘อัตราเร่ง’ หรือ ‘การเร่งความเร็ว’ ด้วยการ ‘คลายเส้นออก’ – ทั้งหมดนั้นถูกเรียกรวมว่า French Curve และ Ships Curve เทมเพลตพลาสติก ไม้ หรือโลหะเหล่านี้ใช้เพื่อสร้างเส้นโค้งที่ราบรื่นระหว่างจุดสองจุดขึ้นไปที่ถูกกำหนดไว้แล้วทั้งในงานออกแบบ 2 และ 3 มิติ
French Curves คือชุดเทมเพลตโค้งขนาดเล็กทำจากพลาสติกใส ใช้ได้หลายทาง ขอบด้านนอกเป็นโค้งออกหลายรัศมี ในขณะที่ด้านในถูกเจาะช่องตรงกลางเป็นโค้งวงในที่มีหลายรัศมีเช่นกัน มาตรฐานที่ใช้กันแพร่หลายมากคือเซทเทมเพลท 3 ชิ้นของ Burmester และแบบที่รู้จักกันในชื่อ Ram’s Horns (เขาแกะ) หรือ Monkey Tails (หางลิง) ในอเมริกา (อันนี้หาข้อมูลไม่เจอเหมือนกันครับ ใครเคยใช้ช่วยเอารูปมาลงให้ดูหน่อย)
Ships Curves โดยปกติแล้วมีขนาดใหญ่กว่าและเรียบง่ายกว่า ไม่มีการเจาะช่องด้านใน มีประโยชน์ในการวาดเส้นยาวและ ‘ผ่อนคลาย’ กว่า
Railway Curves หรือ Sweeps (บางทีก็เรียก ‘Steels‘) มีรัศมีความโค้งคงที่ในทุกส่วนของหน้าโค้ง curve แบบนี้มีทั้งแบบพลาสติกใสเพื่องานวาดเส้นและงานต้นแบบขนาดเล็ก กับอีกแบบคือแผ่นโลหะหรืออลูมินัมเพื่องานขึ้นต้นแบบดิน clay ขนาดจริง (ผมแอบไปเจอ curve ของช่างต้นแบบ Nissan ที่ญี่ปุ่นเป็นคาร์บอนไฟเบอร์)
Ellipse Guides หรือ Templates ใช้เพื่อวาดล้อในภาพ perspective และมีองศาให้เลือกตั้งแต่ 15 จนถึง 80 องศาและส่วนใหญ่ Circle Guides (เทมเพลตวาดวงกลม) มักจะถูกผลิตมาเป็นแผ่นพลาสติกใสสีเขียว
บ้านเรามีเทมเพลตเยอะแบบนี้ไหมครับ ปกติไม่ค่อยได้ใช้ก็เลยไม่รู้ว่าที่ขายๆกันอยู่มันองศาเท่าไหร่บ้าง แล้วอีกอย่างที่สงสัยคือ มันสีเขียวเป็นส่วนใหญ่จริงเหรอครับ (อันที่เคยใช้เป็นสีส้ม – -)
car design glossary ฉบับภาษาไทย
S
Popularity: 15% [?]
บทความที่คล้ายกัน:
- car design glossary: C
- car design glossary: A-B
- car design glossary: D-E
- Ford: ต่อจาก kinetic design















ภาพประกอบ volt ตอนออกมาใหม่ๆ ฮาส่วนตัวมาก
เพราะดูก็รู้ว่าเป็นการถกเถียงระหว่างนักออกแบบและเอนจิเนียร์และจบโดยที่นักออกแบบเป็นฝ่ายชนะ แบบก็ตรูจะเอาอย่างเงี้ยะเลย
Prototype จึงมี body หนากินพื้นที่กระจกปกติเข้าไปเพื่ออวดงานส่วนของตัวถังและล้อขนาดใหญ่(22ได้มั้งน่ะ) ตาม proportion ที่ใกล้เคียง sketch ที่สุด
GM ถึงขั้นเปิดโรงงาน ผลิตPC body/glass (หรือmat อะไรก็ตาม) เพื่อ support ว่า ยุคต่อไป งานผลิตรถจะยืดหยุ่นเข้าหานักออกแบบมากที่สุดแล้ว
เป็นหนึ่งในนิยาม next นอกจากเรื่องพลังงานและการขับเคลื่อน
[...] F [...]
[...] F [...]
[...] F [...]
ขอแก้FASCIA หน่อยครับ ตามที่ผมเข้าใจหน้าจะหมายถึงแผงหน้าปัดรถ
หรือเรียกอีกอย่างว่า instrument panal
ส่วนหน้ารถใช้face เฉยๆครับ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงส่วนหน้าเรียก FACELIFT
ส่วนFrench Curves คือชุดเทมเพลตโค้งขนาดเล็กทำจากพลาสติกใส ใช้ได้หลายทาง ขอบด้านนอกเป็นโค้งออกหลายรัศมี ในขณะที่ด้านในถูกเจาะช่องตรงกลางเป็นโค้งวงในที่มีหลายรัศมีเช่นกัน มาตรฐานที่ใช้กันแพร่หลายมากคือเซทเทมเพลท 3 ชิ้นของ Burmester และแบบที่รู้จักกันในชื่อ Ram’s Horns (เขาแกะ) หรือ Monkey Tails (หางลิง) ในอเมริกา (อันนี้หาข้อมูลไม่เจอเหมือนกันครับ ใครเคยใช้ช่วยเอารูปมาลงให้ดูหน่อย)
ผมมีอยู่ต้องค้นหน่อย จะหามาลงให้ครับ
ของอาจารย์ก็ถูกครับ เป็น English term ของ Fascia ซึ่งความหมายต่างกันไปเลย ยังไงก็ตามผมเพิ่มเติมให้พร้อมลงที่มาของข้อมูลอ้างอิงแล้วนะครับ
ถ้าอาจารย์ไม่ทักคงไม่ได้ความรู้เพิ่มเติม ขอบคุณครับ
[...] ‘คม’ ขึ้นด้วยเทมเพลทวงรีหรือ curve [...]
[...] F [...]
[...] F [...]