I:
instrument panel (ip)
Instrument Panel (หรือ IP) เป็น ‘platform’ ที่สำคัญและมีประโยชน์ใช้งานหลากหลาย สามารถแสดงข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับสมรรถนะด้านต่างๆของรถ ควบคุมบรรยากาศภายในรถและแสดงแผนที่ ณ ปัจจุบัน บน ip ยังมีปุ่มและสวิตช์ควบคุมน้อยใหญ่ทั้งปรับอุณหภูมิ ความเร็วลม รวมถึงการเปิด-ปิดห้องสัมภาระ และที่ขาดไม่ได้ ที่วางแก้ว นอกจากนี้ยังเป็น ‘ที่ซ่อน’ สำหรับฟังก์ชั่นการใช้งานที่มองไม่เห็นอีกหลายอย่างเช่น ถุงลมนิรภัย ระบบปรับอากาศ ปัดน้ำฝนและท่อทางต่างๆ โครงสร้างความปลอดภัยที่ตัวถังก็ถูกปกปิดไว้ (จะดีกว่า) เช่นกัน
เพื่อลดความสับสนที่เกิดจากปุ่มและสวิตช์ควบคุมปริมาณมากมาย ฟังก์ชั่นรองอย่างปุ่มควบคุมวิทยุ CD/MP3 จะถูกจัดให้อยู่ที่คอนโซลกลาง ก้านไฟเลี้ยวหรือบนพวงมาลัยก็ได้ในขณะที่ปุ่มควบคุมกระจกและเบาะนั่งไฟฟ้ามักจะอยู่ตรงพักแขนของประตูซึ่งมือเข้าถึงได้ง่ายแม้จะไม่ได้อยู่ในระยะสายตาก็ตาม
ip ยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ ‘crashpad’ และ ‘dashboard’ โดยคำว่า ‘dashboard’ มีที่มาจากแผ่นป้องกันหินจากถนนที่จะดีดขึ้นมาโดนผู้โดยสารในรถม้าสมัยก่อน
บทความที่เกี่ยวข้อง:
Instrument Panel Architecture: สถาปัตยกรรมแผงอุปกรณ์

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง: fascia
ปกติในอเมริกาเราจะเจอ fascia ว่าหมายถึงชุดชิ้นส่วนแสดง ‘หน้าตา’ ของรถตั้งแต่ไฟหน้า กันชนหน้า กระจังหน้า ทุกชิ้นที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ว่าเป็น fascia แต่ fascia ยังอาจหมายถึงชิ้นส่วน ‘หน้าตา’ ของชุดอุปกรณ์ควบคุมภายในรถได้ด้วย ซึ่งถอดเปลี่ยนได้เหมือนกัน ภาพด้านบนเป็นของ Toyota Hilux นึกออกไหมครับว่าผู้ใช้รถบ้านเราชอบเอาส่วนนี้ไปเปลี่ยนเป็นลายไม้กันบ่อยๆ
J:
Joint lines
ฝาท้ายของรถหลายๆคันขึ้นรูปด้วยวิธีการปกติไม่ได้เนื่องจากมุมองศาตามงานออกแบบบางมุมที่ทำให้เกิด undercut โดยเฉพาะกับช่องใส่ป้ายทะเบียนที่ยุบลงไปในผิวตัวถัง
การทำฝาท้ายให้เป็นเพื้นเรียบเสมอกันจึงทำได้โดยซ้อนชิ้นส่วนกรอบป้ายทะเบียนเข้าไปข้างใต้ชิ้นตัวถังของฝาท้ายเดิม ทำให้เกิดช่องสำหรับป้ายทะเบียนขึ้นมาได้ แต่เพื่อการนี้ก็จำเป็นต้องเหลือเส้น joint line (รอยต่อ) เล็กๆเอาไว้ด้วย
บางครั้งจึงเป็นที่มาของการปกปิดรอยต่อนี้ด้วยแถบโครเมียมประดับเหนือป้ายทะเบียนที่เรามักจะเห็นกันจนชินตา สำหรับรถบางคันก็อาจยอมให้เกิด undercut เล็กน้อยพอที่จะถอดโมลได้เพื่อจะได้ทิ้ง Joint line ไปได้
L:
Light
ไม่ใช่ light แบบ headlight หรือ tail light ที่เอาไว้เปิดตอนฟ้ามืดนะครับ Light เป็นชื่อดั้งเดิมของกระจกรถ ตั้งแต่ช่วงปี 1920 รถแบบ ’six light’ sedan คือรถที่มีกระจกข้าละ 3 บานสองข้าง
ในภาพตัวอย่างจะเห็นว่า Audi A4 เป็นการออกแบบแบบ ’six light’ ในขณะที่ Volkswagen Passat CC เป็นแบบ ‘four light’ แม้ทั้งสองคันจะมี profile กระจก (DLO) แบบยาวเหมือนกัน
สำหรับกระจกหลังบางครั้งก็ถูกเรียกว่า ‘back light’ หรือ ‘rear light’ นอกเหนือไปจาก ‘rear screen’
Lightlines
Lightline หมายถึงแนวเส้นของแสงที่วิ่งตลอดพื้นผิวของรถและทำให้มองเห็น-เข้าใจรูปทรง ของรถได้โดยไม่ต้องอาศัยเส้น outline ช่วย (แต่เส้น outline ก็จะช่วยให้เห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น)
highlight คือแสงที่สว่างวาบขึ้นมาอย่างชัดเจน ณ มุมมองๆหนึ่ง และเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปตามมุมมองที่เปลี่ยนไปของผู้มอง แสงของ highlight ที่เกิดขึ้นจากพื้นผิวที่หยักและคมมากจะมีขนาดเล็ก ขอบเส้นชัดเจน ในขณะที่ highlight ของพื้นผิวที่ ‘ราบรื่น’ กว่าก็ให้ลักษณะแสงที่ใหญ่และขอบเบลอกว่า
รถ ไม่ใช่ของที่อยู่นิ่ง เมื่อรถเคลื่อนที่ (หรือผู้มองรถเคลื่อนที่) ทั้งเส้น lightline และ highlight ของรถจะเคลื่อนไหวเลื่อนไหลไปตามพื้นผิว การจะจัดการให้เส้นที่เลื่อนไปนี้เคลื่อนไหวได้อย่างไม่สะดุดบนพื้นผิวตัว ถังไม่ว่ามองจากมุมมองไหนนั้นเป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวงของนักออกแบบซึ่ง ต้องใช้ทั้งประสบการณ์และสัมผัสที่ดีมากในการขึ้นรูปทรง
M:
Mohigan line
นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่งของภาษานักออกแบบ เส้นที่วิ่งยาวตลอดด้านข้างหลังคานี้ทั้งซ่อนรอยเชื่อมขนาดใหญ่ระหว่างตัวถังและซ่อนจุดยึดของ rack หลังคาด้วย ดังนั้นจึงมีเส้นอยู่ทั้งสองข้างของรถ
เส้นดังกล่าวนี้ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงปี 80s ตอนต้นโดยบริษัทรถญี่ปุ่น Mohigan line เข้ามาแทนที่รางน้ำบนหลังคา ช่วยลดราคาต้นทุนและลดความรกทางสายตาได้อีกมาก คำศัพท์เป็นของสตูดิโอญี่ปุ่นจึงไม่เป็นที่รู้กันในวงการออกแบบฝั่งอเมริกาและยุโรป แต่ Mohigan line ก็น่าจะฟังดูน่าเบื่อน้อยกว่า ‘roof joint finisher’ หรือ ‘roof channel capping’ ของทั้งอเมริกาและยุโรปมาก
Monocoque
Monocoque เป็นชื่อเรียกวิธีการขึ้นรูปโครงสร้าง ช่วงแรกนิยมใช้กันแพร่หลายในโครงสร้างเครื่องบินซึ่งพื้นผิวด้านนอกนั้นช่วยรับแรงหรือเป็นส่วนรับแรงทั้งหมดของโครงสร้าง รถส่วนใหญ่สร้างมาแบบนี้
ผู้ริเริ่มคือ Lancia ด้วยรถ Lancia Lambda ปี 1923 ส่วนรถแบบผลิตจำนวนมาก (mass-production) คันแรกที่ไม่มี chassis และเป็น Monocoque ของยุโรปคือ Citroen ‘Traction Avant’ ปี 1934 ที่ได้แรงบันดาลใจจากรถ Budd ของอเมริกา
ในปี 1946 ผู้ผลิตเครื่องบินอย่าง Piaggio ได้คิดประดิษฐ์รถจักรยานยนต์สองล้อด้วยวิธีการกดขึ้นรูปโครงสร้างโลหะ ผลที่ได้ออกมาคือยานพาหนะสองล้อที่ขับเคลื่อนอิตาลีในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังเป็นรถคลาสสิคในตำนานอย่าง Vespa scooter
น่าแปลกที่วิธีขึ้นรูปแบบนี้ในงานโลหะเป็นวิธีผลิตสำหรับรถผลิตจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันสำหรับงานคาร์บอนไฟเบอร์จะใช้กับรถผลิตจำนวนน้อยมากและแพงมากอย่างเช่น Ferrari Enzo หรือ McLaren F1 เท่านั้น
บางครั้งเรียก ‘unibody’
car design glossary ฉบับภาษาไทย
S
Popularity: 20% [?]














[...] fascia ของรถหรือ facia จะอยู่ใน instrument panel หรือในพื้นที่บริเวณ dashboard [...]
[...] I-M [...]
[...] I-M [...]