car design glossary: I-M

I:

20793_2_preview

instrument panel (ip)

Instrument Panel (หรือ IP) เป็น ‘platform’ ที่สำคัญและมีประโยชน์ใช้งานหลากหลาย สามารถแสดงข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับสมรรถนะด้านต่างๆของรถ ควบคุมบรรยากาศภายในรถและแสดงแผนที่ ณ ปัจจุบัน บน ip ยังมีปุ่มและสวิตช์ควบคุมน้อยใหญ่ทั้งปรับอุณหภูมิ ความเร็วลม รวมถึงการเปิด-ปิดห้องสัมภาระ และที่ขาดไม่ได้ ที่วางแก้ว นอกจากนี้ยังเป็น ‘ที่ซ่อน’ สำหรับฟังก์ชั่นการใช้งานที่มองไม่เห็นอีกหลายอย่างเช่น ถุงลมนิรภัย ระบบปรับอากาศ ปัดน้ำฝนและท่อทางต่างๆ โครงสร้างความปลอดภัยที่ตัวถังก็ถูกปกปิดไว้ (จะดีกว่า) เช่นกัน

เพื่อลดความสับสนที่เกิดจากปุ่มและสวิตช์ควบคุมปริมาณมากมาย ฟังก์ชั่นรองอย่างปุ่มควบคุมวิทยุ  CD/MP3 จะถูกจัดให้อยู่ที่คอนโซลกลาง ก้านไฟเลี้ยวหรือบนพวงมาลัยก็ได้ในขณะที่ปุ่มควบคุมกระจกและเบาะนั่งไฟฟ้ามักจะอยู่ตรงพักแขนของประตูซึ่งมือเข้าถึงได้ง่ายแม้จะไม่ได้อยู่ในระยะสายตาก็ตาม

ip ยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ ‘crashpad’ และ ‘dashboard’ โดยคำว่า ‘dashboard’ มีที่มาจากแผ่นป้องกันหินจากถนนที่จะดีดขึ้นมาโดนผู้โดยสารในรถม้าสมัยก่อน

บทความที่เกี่ยวข้อง:

Instrument Panel Architecture: สถาปัตยกรรมแผงอุปกรณ์

fascia

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง: fascia

ปกติในอเมริกาเราจะเจอ fascia ว่าหมายถึงชุดชิ้นส่วนแสดง ‘หน้าตา’ ของรถตั้งแต่ไฟหน้า กันชนหน้า กระจังหน้า ทุกชิ้นที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ว่าเป็น fascia แต่ fascia ยังอาจหมายถึงชิ้นส่วน ‘หน้าตา’ ของชุดอุปกรณ์ควบคุมภายในรถได้ด้วย ซึ่งถอดเปลี่ยนได้เหมือนกัน ภาพด้านบนเป็นของ Toyota Hilux นึกออกไหมครับว่าผู้ใช้รถบ้านเราชอบเอาส่วนนี้ไปเปลี่ยนเป็นลายไม้กันบ่อยๆ 🙂

J:

1154_2_preview

Joint lines

ฝาท้ายของรถหลายๆคันขึ้นรูปด้วยวิธีการปกติไม่ได้เนื่องจากมุมองศาตามงานออกแบบบางมุมที่ทำให้เกิด undercut โดยเฉพาะกับช่องใส่ป้ายทะเบียนที่ยุบลงไปในผิวตัวถัง

การทำฝาท้ายให้เป็นเพื้นเรียบเสมอกันจึงทำได้โดยซ้อนชิ้นส่วนกรอบป้ายทะเบียนเข้าไปข้างใต้ชิ้นตัวถังของฝาท้ายเดิม ทำให้เกิดช่องสำหรับป้ายทะเบียนขึ้นมาได้ แต่เพื่อการนี้ก็จำเป็นต้องเหลือเส้น joint line (รอยต่อ) เล็กๆเอาไว้ด้วย

บางครั้งจึงเป็นที่มาของการปกปิดรอยต่อนี้ด้วยแถบโครเมียมประดับเหนือป้ายทะเบียนที่เรามักจะเห็นกันจนชินตา สำหรับรถบางคันก็อาจยอมให้เกิด undercut เล็กน้อยพอที่จะถอดโมลได้เพื่อจะได้ทิ้ง Joint line ไปได้

L:

132070_2_preview

Light

ไม่ใช่ light แบบ headlight หรือ tail light ที่เอาไว้เปิดตอนฟ้ามืดนะครับ Light เป็นชื่อดั้งเดิมของกระจกรถ ตั้งแต่ช่วงปี 1920 รถแบบ ‘six light’ sedan คือรถที่มีกระจกข้าละ 3 บานสองข้าง

89729_2_preview103618_2_preview

ในภาพตัวอย่างจะเห็นว่า Audi A4 เป็นการออกแบบแบบ ‘six light’ ในขณะที่ Volkswagen Passat CC เป็นแบบ ‘four light’ แม้ทั้งสองคันจะมี profile กระจก (DLO) แบบยาวเหมือนกัน

สำหรับกระจกหลังบางครั้งก็ถูกเรียกว่า ‘back light’ หรือ ‘rear light’ นอกเหนือไปจาก ‘rear screen’

24392_2_preview

Lightlines

Lightline หมายถึงแนวเส้นของแสงที่วิ่งตลอดพื้นผิวของรถและทำให้มองเห็น-เข้าใจรูปทรง ของรถได้โดยไม่ต้องอาศัยเส้น outline ช่วย (แต่เส้น outline ก็จะช่วยให้เห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น)

20137_2_preview

highlight คือแสงที่สว่างวาบขึ้นมาอย่างชัดเจน ณ มุมมองๆหนึ่ง และเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปตามมุมมองที่เปลี่ยนไปของผู้มอง แสงของ highlight ที่เกิดขึ้นจากพื้นผิวที่หยักและคมมากจะมีขนาดเล็ก ขอบเส้นชัดเจน ในขณะที่ highlight ของพื้นผิวที่ ‘ราบรื่น’ กว่าก็ให้ลักษณะแสงที่ใหญ่และขอบเบลอกว่า

47230_2_preview

รถ ไม่ใช่ของที่อยู่นิ่ง  เมื่อรถเคลื่อนที่ (หรือผู้มองรถเคลื่อนที่) ทั้งเส้น lightline และ highlight ของรถจะเคลื่อนไหวเลื่อนไหลไปตามพื้นผิว การจะจัดการให้เส้นที่เลื่อนไปนี้เคลื่อนไหวได้อย่างไม่สะดุดบนพื้นผิวตัว ถังไม่ว่ามองจากมุมมองไหนนั้นเป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวงของนักออกแบบซึ่ง ต้องใช้ทั้งประสบการณ์และสัมผัสที่ดีมากในการขึ้นรูปทรง

M:

132058_2_preview

Mohigan line

นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่งของภาษานักออกแบบ เส้นที่วิ่งยาวตลอดด้านข้างหลังคานี้ทั้งซ่อนรอยเชื่อมขนาดใหญ่ระหว่างตัวถังและซ่อนจุดยึดของ rack หลังคาด้วย ดังนั้นจึงมีเส้นอยู่ทั้งสองข้างของรถ

เส้นดังกล่าวนี้ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงปี 80s ตอนต้นโดยบริษัทรถญี่ปุ่น Mohigan line เข้ามาแทนที่รางน้ำบนหลังคา ช่วยลดราคาต้นทุนและลดความรกทางสายตาได้อีกมาก คำศัพท์เป็นของสตูดิโอญี่ปุ่นจึงไม่เป็นที่รู้กันในวงการออกแบบฝั่งอเมริกาและยุโรป แต่ Mohigan line ก็น่าจะฟังดูน่าเบื่อน้อยกว่า ‘roof joint finisher’ หรือ ‘roof channel capping’ ของทั้งอเมริกาและยุโรปมาก

132046_2_preview

Monocoque

Monocoque เป็นชื่อเรียกวิธีการขึ้นรูปโครงสร้าง ช่วงแรกนิยมใช้กันแพร่หลายในโครงสร้างเครื่องบินซึ่งพื้นผิวด้านนอกนั้นช่วยรับแรงหรือเป็นส่วนรับแรงทั้งหมดของโครงสร้าง รถส่วนใหญ่สร้างมาแบบนี้

ผู้ริเริ่มคือ Lancia ด้วยรถ Lancia Lambda ปี 1923 ส่วนรถแบบผลิตจำนวนมาก (mass-production) คันแรกที่ไม่มี chassis และเป็น Monocoque ของยุโรปคือ Citroen ‘Traction Avant’ ปี 1934 ที่ได้แรงบันดาลใจจากรถ Budd ของอเมริกา

ในปี 1946 ผู้ผลิตเครื่องบินอย่าง Piaggio ได้คิดประดิษฐ์รถจักรยานยนต์สองล้อด้วยวิธีการกดขึ้นรูปโครงสร้างโลหะ ผลที่ได้ออกมาคือยานพาหนะสองล้อที่ขับเคลื่อนอิตาลีในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังเป็นรถคลาสสิคในตำนานอย่าง Vespa scooter

132039_2_preview132052_2_preview

น่าแปลกที่วิธีขึ้นรูปแบบนี้ในงานโลหะเป็นวิธีผลิตสำหรับรถผลิตจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันสำหรับงานคาร์บอนไฟเบอร์จะใช้กับรถผลิตจำนวนน้อยมากและแพงมากอย่างเช่น Ferrari Enzo หรือ McLaren F1 เท่านั้น

บางครั้งเรียก ‘unibody’

car design glossary ฉบับภาษาไทย

A-B

C

D-E

F

G-H

I-M

O

P

R

S