Instrument Panel Architecture: สถาปัตยกรรมแผงอุปกรณ์

phantomสถาปัตยกรรมแบบที่ 1 – Rolls-Royce Phantom

ร้อยปีก่อน การจัดวางอุปกรณ์ต่างๆในรถนั้นเกิดขึ้นบน ‘dashboard’ ชื่อที่ตกทอดมาจากแผ่นไม้ในรถม้าซึ่งทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เศษหินจากกีบม้า ‘dash’ (พุ่ง) ขึ้นมาโดนผู้โดยสาร และอุปกรณ์ต่างๆทั้งหมดนั้นก็มีไว้เพียงเพื่อแสดงสถานะของเครื่องยนต์เช่น แรงดันน้ำมัน ความเร่ง ความเร็วรอบเครื่องยนต์ กระแสไฟ ฯ โดยส่วนใหญ่จะถูกวางอยู่ตรงตำแหน่งเดียวกันกับชิ้นส่วนของเครื่องยนต์หลัง dashboard ที่อุปกรณ์กำลังแสดงสถานะอยู่ การวางตำแหน่งแบบนี้ นอกจากตัววัดผลแล้ว ตัวอุปกรณ์ควบคุมต่างๆก็วางอยู่ตรงตำแหน่งของชิ้นส่วนพอดีเช่นกัน

jaguar-xk120-01สถาปัตยกรรมแบบที่ 1 – Jaguar XK120

แต่เมื่อการสร้างรถเป็นการพัฒนาจากงานวิศวกรรมผ่านการออกแบบ ดังนั้นการจัดวางแผงอุปกรณ์หรือ instrument panel (IP) จึงถูกพัฒนาผ่านการออกแบบจัดเรียงด้วยเช่นกัน การจัดวางยังกระทำอยู่บนแผ่นไม้เรียบหรือกึ่งเรียบที่วิ่งยาวตลอดความกว้างห้องโดยสาร ใต้กระจกบังลมหน้า อุปกรณ์ต่างๆเริ่มจะถูกรวมเข้าตรงกลางแผง นั่นคือจุดเริ่มของรูปแบบงานสถาปัตยกรรมแผงอุปกรณ์แบบแรกซึ่งถูกพบเห็นได้ทั่วไปในรถปี 1920s ถึง 1950s เริ่มมีการเล่นกับขนาดและตำแหน่งของหน้าปัทม์ สวิทช์และปุ่มควบคุมต่างๆเริ่มถูกปรับให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน IP ค่อยๆเปลี่ยนจากแผงควบคุมของผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียวไปเป็นจุดรวมสายตาของงานออกแบบภายใน

studebaker_championสถาปัตยกรรมแบบที่ 2 – Studebaker Champion

อุปกรณ์อย่างเช่นที่ปัดน้ำฝน เครื่องทำความร้อน กระจกหลังแบบอุ่นได้ ไฟตัดหมอกและวิทยุกลายเป็นของธรรมดาในอเมริกาและยุโรปในช่วงปี 1945 ถึง 1965 และของเหล่านี้มาพร้อมกับการเริ่มคำนึงถึงหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ของผู้ขับได้พัฒนา IP ไปอีกขั้นกลายเป็นสถาปัตยกรรมแบบที่ 2 ชุดอุปกรณ์ต่างๆยังคงอยู่บนแผ่นเรียบ แต่ขยับเข้ามาอยู่หลังพวงมาลัยบ้าง โดยตรงกลางของแผงเป็นตัวควบคุมเครื่องทำความร้อนและวิทยุอยู่ด้านบน ปุ่มควบคุมอื่นๆก็อยู่ตรงกลางนี้ด้วยเช่นกัน

citroen_dsสถาปัตยกรรมแบบที่ 2 พิเศษ – Citroen DS ปี 1950

alfa-giuliaspyder3908สถาปัตยกรรมแบบที่ 3 – Alfa Romeo Giulia Spyder ปี 1963

มีข้อยกเว้นบ้างสำหรับ IP แบบที่ 2 สำหรับรถในช่วงปี 1950s เช่นรถ Citroen DS, Rover P5 และ Corvette หลังจากนั้นราวช่วงปี 1960s จึงได้เห็นสถาปัตยกรรมแบบที่ 3 ของงานออกแบบ IP โดยการจัดวางยังคงเหมือนแบบที่ 2 แต่ด้วยความที่กระจกหน้ามีมุมเอียงมากขึ้น IP จึงอยู่ลึกเข้าไปมากขึ้นด้วย ตอนนี้จะเริ่มเห็นแผ่นปิดพื้นผิวด้านบนของ IP ติดกับกระจกเพื่อเติมที่ว่างให้สมบูรณ์และทำให้เกิด Dashboard ที่ยุบลงไปเป็นหลุม (โดยเฉพาะตรงหลังพวงมาลัย) นอกจากนี้สถาปัตยกรรมแบบที่ 3 ยังมาพร้อมกับวัสดุใหม่ที่จะใช้แทนไม้และโลหะ นั่นคือพลาสติค ซึ่งทั้งราคาถูกกว่า ขึ้นรูปได้แม่นยำและได้รูปทรงหลากหลายกว่ามาก

mercedes-w123สถาปัตยกรรมแบบที่ 3 – Mercedes W123 ปี 1976

bmw7720สถาปัตยกรรมแบบที่ 4 – BMW 3 Series ปี 1975

ระหว่างช่วงปี 1980’s รูปแบบที่ 4 ก็ได้เริ่มปรากฎออกมาให้เห็นในฐานะของรูปแบบที่พัฒนาแล้วในด้าน Ergonomics (รวมถึงด้านการตลาดด้วย) a 4th generation of architecture emerged, this time as the result of a more developed understanding of ergonomics (and marketing) ผู้นำในเรื่องนี้ในยุโรปคือ BMW 3 series E30 ปี 1984 และ Ford Sierra ปี 1983 ทั้งสองคันมี IP ที่โอบรอบตัวคนขับเพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายทั้งทางสายตาและการหยิบจับ การจัดวางยังคงสืบต่อมาจากรูปแบบที่ 2 และ 3 เพียงแต่อุปกรณ์และตัวควบคุมต่างๆนั้นยิ่งมีมากขึ้น จุดเด่นเรื่องการใช้พลาสติคยิ่งสมบูรณ์ขึ้นและเนื้อที่ของ IP ยังเลยออกมาเกินขอบประตูและลากลงไปเชื่อมกับคอนโซลกลางที่ถูกดึงสูงขึ้นมาเป็นแท่นเกียร์ด้วย

ford-sierra02สถาปัตยกรรมแบบที่ 4- Ford Sierra ปี 1983

รถส่วนใหญ่ทุกวันนี้มีพื้นฐาน IP มาจากรูปแบบที่ 3 หรือ 4 แต่ก็ได้เกิดรูปแบบที่ 5 ขึ้นเพื่อทำความซับซ้อนของปุ่มควบคุมมากๆให้ง่ายลงในขณะที่ยังให้ข้อมูลได้มากขึ้นและควบคุมสิ่งต่างๆเช่นระบบ climate control, เครื่องเสียงชั้นดีหรือระบบนำทางด้วยดาวเทียมซึ่งเริ่มกลายเป็นของธรรมดา ตัวควบคุมและแสดงผลทั้งสามระบบนี้ได้ถูกรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ระบบอย่าง I-Drive ของ BMW 7 series, N-Form ของNissanในรถ Primera และ MMI ของ Audi A8 ซึ่งใช้งานโทรศัพท์ อินเตอร์เนต โทรทัศน์ trip computer(บอกระยะทาง เชื้อเพลิงที่ใช้ ฯ) หรือแม้แต่ปรับตั้งระบบกันสะเทือนได้ในการควบคุมผ่าน interface เดียว เพื่อลดความยุ่งเหยิงทางสายตาของการใช้งานและควบคุมระบบต่างๆในรถ ระบบนี้เป็นไปได้ในยุคปัจจุบันที่การควบคุมอุปกรณ์ทุกอย่างถูกกระทำผ่านระบบไฟฟ้า ทำให้ง่ายที่จะรวมเข้าด้วยกันและออกแบบใหม่ได้

bmw-7series-06สถาปัตยกรรมแบบที่ 5- BMW 7 Series ปี 2001

สถาปัตยกรรมภายในรูปแบบที่ 5 นี้มีจุดเด่นที่ชุดอุปกรณ์ควบคุมที่อยู่กึ่งกลาง (อาจค่อนเข้าหาผู้ขับเล็กน้อย) ระหว่างผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า จุดเด่นที่เห็นได้อีกอย่างก็คือการแสดงผลบางอย่างจะขยับขึ้นไปชิดกับกระจกหน้า ไกลจากระยะ IP ปกติเพื่อแสดงผลในระยะที่ใกล้เคียงกับการมองถนนปกติมากขึ้น

nissan-primerai1425สถาปัตยกรรมแบบที่ 5- Nissan Primera ปี 2001

จุดสำคัญและประเด็นของงานออกแบบสถาปัตยกรรมรูปแบบที่ 5 นี้คงจะเป็นการที่ ‘การที่ IP ไม่ได้เป็นเพียงชุดควบคุมอุปกรณ์ต่างๆสำหรับรถ แต่กลายเป็นจุดรวมของ feature หรือลูกเล่นต่างๆ สำหรับห้องโดยสาร’ เหมือนกับที่งานสถาปัตยกรรมของ IP รูปแบบที่ 1 ได้ก้าวจากชุดควบคุมอุปกรณ์เพียงอย่างเดียวมาเป็นจุดสนใจหลักในงานออกแบบภายในรถ รูปแบบที่ 5 ก้าวจากการเป็นชุดอุปกรณ์ของผู้ขับกลายมาเป็นอุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบายและความบันเทิงในห้องโดยสารสำหรับผู้โดยสารด้วย โดยเฉพาะเมื่อเวลาที่ต้องใช้ในรถติดเพิ่มมากขึ้นอย่างทุกวันนี้ก็ยิ่งทำให้ความนิยมในรูปแบบที่ 5 นั้นเติบโตงอกงาม

บทความต้นฉบับที่ CarDesignNews

ความเห็นส่วนตัว: ผมมองว่ารูปแบบของ Instrument Panel จะยังไปอีกไกลครับ แค่ในปัจจุบันนี้เราก็น่าจะเห็นรูปแบบที่แตกต่างไปจากตัวอย่าง 5 รูปแบบหลักที่ยกมาแล้ว (ลองนึกถึงรถฝั่งญี่ปุ่น เพราะ CDN เป็นสื่อฝั่งยุโรป) แต่ที่เห็นชัดขึ้นคือการออกแบบจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆและ interface ของชุดควบคุมต่างๆน่าจะเปลี่ยนไปหา global interface มากขึ้นทีละนิด ตัวอย่างเช่นชุดปุ่มควบคุมที่เหมือนแผงตัวเลขของโทรศัพท์มือถือของ Ford Fiesta หรือหน้าจอ Touchscreen ขนาดใหญ่พร้อม interface แบบ iPhone ของ Volkswagen UP concept ก็เป็นแนวทางที่ทำให้เห็นได้ว่าอนาคตของ IP น่าจะเป็นไปในทางไหน

แสดงความคิดเห็น