บทความพิเศษ: บทเรียนจากนักเรียนของคอร์สสเกตช์รถ

01

จริงๆ แล้วช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่ผมต้องโปรโมตคอร์สสเกตช์รอบใหม่ด้วยการโพสต์รูปสเกตช์ Copic หรืออะไรซักอย่างที่เกี่ยวข้องกับคอร์สใหม่กว่านี้ แต่เรื่องนี้ผุดขึ้นมาในหัวอย่างสวยงามเป็นลำดับตั้งแต่ผมสอนเมื่อวาน เลยคิดว่าเขียนลงไว้สักหน่อยดีกว่า

ผมสอนคอร์สสเกตช์ของ Thaicardesign มาตั้งแต่ปี 2009 (2552) ขาดหายไปบ้างบางช่วงเวลาแต่ก็กลับมาเปิดสอนต่อเนื่องแล้วในปัจจุบัน เวลา 4 ปี นานพอจะทำให้พบเจอนักเรียนมากมาย ตั้งแต่นักเรียนจริงๆ (ม.ต้น – ม.ปลาย – นักศึกษา), เจ้าของกิจการต่างๆ, นักออกแบบมืออาชีพ ไปจนถึงผู้คนที่ไม่คิดว่าจะมาเรียนได้อีกหลายคน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในบรรดานักเรียนเหล่านี้มีนักเรียนผมชอบใจเป็นพิเศษ (ไม่ใช่แนวนั้นนะครับ) โผล่มาเรียนอยู่เรื่อยๆ นักเรียนพิเศษในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงนักเรียนที่วาดได้ดีหรือมีฝีมือที่สุด แต่เป็นนักเรียนที่มีการพัฒนาตัวเองได้โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม จากคนที่วาดรถแทบไม่ได้เลยจนวาดได้เป็นเรื่องเป็นราว

“นักเรียนพิเศษในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงนักเรียนที่วาดได้ดีหรือมีฝีมือที่สุด แต่เป็นนักเรียนที่มีการพัฒนาตัวเองได้โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม”

เมื่อสอนครั้งแรกๆ ผมเคยคุยกับผู้ช่วยสอนของผมว่านักเรียนที่โดดเด่นแบบนี้คงมีน้อยคน เพราะนักเรียนคอร์สสเกตช์รถเป็นนักเรียนพิเศษอยู่แล้วในหลายความหมาย (เอาไปสอบเข้าไม่ได้ โอกาสทำงานในไทยก็น้อย คนที่มาเรียนต้องใจรักมาก) การจะโดดเด่นขึ้นมาในหมู่คนพิเศษเหล่านี้ต้องมีความตั้งใจหรือ passion ส่วนตัวสูงระดับหนึ่ง

แต่เมื่อสอนบ่อยครั้งเข้าผมกลับพบว่าในทุกๆ รอบสอนของผมจะมีนักเรียนแบบที่ว่านี้ปรากฎขึ้นมาอย่างไม่ขาดสายอย่างน้อยๆ คอร์สละ 1 คน ทำให้ผมต้องกลับมาคิดว่าคนเหล่านี้มาจากไหนกัน? ทำไมนักเรียนเหล่านี้ถึงสามารถพัฒนาตัวเองได้เป็นพิเศษแตกต่างจากคนอื่น? และจะมีวิธีไหนที่จะทำให้นักเรียนทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองได้ในระดับเดียวกันไหม?

P1070741

 

ความแตกต่างและการเปลี่ยนแปลง

ผมลองมาคิดดู พบว่าสิ่งสำคัญที่นักเรียนพิเศษเหล่านี้มีเหมือนกัน คือ ‘ความต้องการการเปลี่ยนแปลง’ ครับ อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนแปลงคนรอบข้างหรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงานก็ได้

แล้วเปลี่ยนแปลงทำไม? เหตุผลสำคัญหนึ่งอาจมาจากความแตกต่าง ผมพบว่านักเรียนพิเศษหลายคนมาจากสายงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่นักออกแบบ (วิศวกร นักการตลาด หรือแม้แต่นักกฎหมาย) และความแตกต่างนั้นสร้างสภาพจิตใจที่ ‘ต้องการการเปลี่ยนแปลง’ ออกมาได้มากที่สุด ผมไม่เคยสัมภาษณ์ว่าทำไมนักเรียนเหล่านี้ถึงได้ขยันทำการบ้านเป็นสเกตช์มาส่งให้ผมดูบ่อยๆ แต่เชื่อว่าเพราะพวกเขารู้สึกว่า ‘มีการบ้านที่ต้องทำมากกว่าคนอื่น’ รออยู่โดยไม่รู้ตัว

“ความแตกต่าง สร้างสภาพจิตใจที่ ‘ต้องการการเปลี่ยนแปลง’

ยิ่งใกล้ยิ่งห่าง

เมื่อเทียบกันกับนักเรียนอีกกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้กับโลกของงานออกแบบรถยนต์มากกว่า เช่นนักศึกษาออกแบบ หรือเหล่านักออกแบบมืออาชีพ ความสนใจเรียนและการทำความเข้าใจการสอนเป็นเรื่องที่แตกต่างกันมาก ผมพบกรณีตัวอย่างหลายครั้ง นักออกแบบที่บริษัทสนับสนุนให้มาเรียน โดดเรียน นักออกแบบอาชีพที่ทำงานในอุตสาหกรรมอยู่แล้ว เผลอยึดติดกับแนวทางสเกตช์ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว ผมพบว่าปัญหาเหล่านี้เกิดได้ซ้ำๆ แม้กับนักเรียนที่สเกตช์ดีที่สุดในห้องเรียน

แสดงว่านักเรียนจากอุตสาหกรรมออกแบบเหล่านี้มีโอกาสพัฒนาน้อยกว่านักเรียนจากที่อื่นๆ เพราะสภาพจิตใจไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง? คงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะการวาดรูปเป็นเรื่องที่ต้องฝึกพื้นฐานอย่างขาดไม่ได้ คนที่อยู่ในแวดวงออกแบบย่อมมีโอกาสพัฒนามากกว่าแน่นอน

แต่ถ้าทำให้คนในวงการเหล่านี้เกิดพัฒนาการที่ดีได้เหมือนกับเหล่านักเรียนจากนอกวงการล่ะ? เราคงมีนักออกแบบเก่งๆ เพิ่มขึ้นอีกเยอะแยะไปหมด ^^

ปัญหาคือทำยังไง?

IMG_3532_c

พัฒนาไปด้วยกัน

ระหว่างสอนผมคอยสังเกตและจดบันทึกการสอนของตัวเอง ส่วนหนึ่งเพื่อปรับปรุงชีตสอน แต่อีกส่วนหนึ่งเพื่อปรับปรุงการสอนตามความตั้งใจที่กล่าวไว้ข้างต้น ผมพบว่าเนื้อหาการสอนแบบวาดตามตำรานั่นเองที่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง ‘ความแตกต่าง’ นี้ ผมเองเรียนจบออกแบบมาและทำงานเป็นนักออกแบบอาชีพอยู่ ผมพยายามแปรงานสเกตช์ให้อยู่ในแบบฝึกหัดที่ทุกคนวาดตามได้เพื่อผลิตนักสเกตช์ตามสเปคออกมาให้เยอะที่สุด เนื้อหาการสอนของผมนั่นเองที่แบ่งแยกโลกของนักเรียนพิเศษกับนักเรียนปกติออกจากกัน

นักศึกษาออกแบบ คนในแวดวงและนักออกแบบอาชีพทุกคน เคยพบกับเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ผมนำมาสอนเรียบร้อยแล้ว นั่นเป็นคำตอบว่าทำไมความสนใจจึงน้อยลง

นักเรียนอื่นๆ ที่ไม่เคยพบโลกของการออกแบบตื่นตัวกับเนื้อหาใหม่และ ‘ต้องการการเปลี่ยนแปลง’ เพื่อรับมือกับเนื้อหาใหม่

“ความกลัวเป็นแค่สิ่งที่ทำให้คนตื่นตัวเท่านั้น การจัดการกับความกลัวของแต่ละคนต่างหากที่ทำให้นักเรียนพิเศษเกิดขึ้นมา”

เมื่อคิดได้ผมปรับปรุงและลองเปิดกว้างในบางคาบเรียน ปล่อยให้นักเรียนสเกตช์โดยไม่มีแบบดราฟท์บ้าง (สารภาพว่าบางทีผมลืม – -) ขอให้นักเรียนวาดรูปโดยไม่ได้สอนบ้าง ผมพบว่าประสบการณ์ใหม่ๆ จะผลักนักเรียนทุกคนให้ตื่นตัวเท่าๆ กันจากความกลัวสิ่งใหม่ แม้ทักษะพื้นฐานจะแตกต่าง การทำแบบนี้ส่งเสริมผลลัพธ์ที่ดีในภาพรวม คือทั้งชั้นเรียนมีความสนใจในเนื้อหาของคอร์สใกล้เคียงกัน

แต่จากการทดลองต่อๆ มา ผมพบอีกว่าความกลัวเป็นแค่สิ่งที่ทำให้คนตื่นตัวเท่านั้น การจัดการกับความกลัวของแต่ละคนต่างหากที่ทำให้นักเรียนพิเศษเกิดขึ้นมา ผมพบว่านักเรียนที่ ‘ต้องการการเปลี่ยนแปลง’ เหล่านั้นคือนักเรียนที่ ‘พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง’ มากที่สุดด้วย หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ‘นักเรียนที่ไม่กลัว’ นั่นเอง

 course_12th_113_2009-10-18_c

FREE YOUR SKETCHES

ความเข้าใจนี้เปลี่ยนแปลงการสอนของคอร์สในระดับรากฐาน คอร์สสอนสเกตช์ของ Thaicardesign ก่อนหน้านี้พูดถึงเรื่อง ‘สเกตช์ที่ดีและถูกต้อง’ อยู่ตลอดเวลา ผลที่เกิดขึ้นคือความกลัวของนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนที่เป็นกลุ่มเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน ทั้งนักออกแบบมืออาชีพ, นักเรียนออกแบบและคนในสายงาน กลัวว่าสเกตช์ของตัวเองจะไม่ถูกต้อง เกิดความไม่มั่นใจทั้งในตัวเองและในคอร์สเรียน และส่งผลให้ทำงานสเกตช์ออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร

คอร์สปัจจุบันของ Thaicardesign จึงพูดเรื่องการปรับทัศนคติมากกว่าการฝึกฝนด้านฝีมือ เพราะผมเข้าใจแล้วว่าพื้นฐานสำคัญที่จะผลักดันให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดีคือการปรับทัศนคติก่อนลงมือวาด จากการทดลองการสอนรูปแบบใหม่นี้ ผลที่ได้ค่อนข้างน่ามหัศจรรย์ใจ เพราะนักเรียนที่ปกติแล้วจะวาดไม่ได้เลยกลับวาดได้ดีขึ้นมาโดยไม่ได้ฝึกทักษะเพิ่ม แค่ปรับมุมมองที่นักเรียนมีต่อสเกตช์เท่านั้น เมื่อไม่มี ‘สเกตช์ที่ดีและถูกต้อง’ อีกต่อไป ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัว

อย่างไรก็ดีไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ผลลัพธ์แบบเดียวกันจากวิธีนี้ ยังมีช่องว่างอีกมากให้พัฒนาในรูปแบบการสอนใหม่ ซึ่งคงไม่เป็นไรเพราะผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วนักเรียนที่หลากหลายเหล่านี้เองที่จะช่วยผมปรับปรุงและบอกผมว่าทิศทางของการเรียนการสอนของคอร์สสเกตช์นี้ควรจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต

ขอขอบคุณนักเรียนทุกคนมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 

สุดท้ายฝากให้ดู TED talks ตอนนึงที่ผมชอบเกี่ยวกับเรื่อง mind-setting คล้ายๆ กับที่พูดไว้ในบทความครับ ขออภัยที่ไม่ได้หาภาษาไทยมาให้

YouTube Preview Image

แสดงความคิดเห็น