car design glossary: Styling (ตอนที่ 3)

รถระดับ icon อย่าง MINI ไม่ได้ตามกระแส ต่างกับ Chrysler PT Cruiser ดูตอนที่ 1) ต้องเข้าสู่ ‘ช่วงเวลาสุดท้าย’ อย่างรวดเร็ว

นอกจากความหมายปกติของ styling แล้ว ‘Styling’ ยังเป็นตัวย่อที่หมายความถึง ‘Styling Studio’ (สตูดิโอออกแบบ) ตัวอย่าง: ที่ Jaguar นั้น ชื่อตำแหน่งของ Ian Callum หัวหน้าฝ่ายออกแบบจะถูกละคำว่า studio หรือ division ไว้ในฐานที่เข้าใจกัน เหลือแต่ชื่อตำแหน่งที่กระชับขึ้นว่า Director of Design เท่านั้น

คำว่า styling ยังเป็นคำที่ใช้ในการแยกแผนก design เรื่องความงามออกจากแผนก design อื่นๆ เช่น chassis design หรือ engine design ได้ง่ายอีกด้วย

car design glossary: Spline

นักออกแบบกำลังใช้ spline ทำงานโมเดลของ Renault Megane

Spline เป็นอีกคำที่มีรากศัพท์จากอู่ต่อเรือ spline ใช้เรียกไม้แผ่นยาว หรือเหล็กสปริง หรือแผ่นพลาสติกที่ให้ตัวได้ สำหรับการขีดเส้นหรือแต่งผิวโมเดล ด้วยหารจับยึดปลายสองข้างของ spline กดด้วยน้ำหนัก คุณสมบัติสปริงตัวกลับตามธรรมชาติของวัสดุจะสร้างเส้นโค้งธรรมชาติเพื่อลด แรงกดต่อตัวมันเองลงเท่าที่จะทำได้ spline อาจมีภาพตัด (section) แบบคงที่ (constant) ตลอดความยาว หรืออาจเรียวปลาย  (tapered) เพื่อให้เกิดเส้นโค้งที่ลู่ไปทางด้านที่เล็กกว่า spline แบบนี้กลายเป็น French curve ต่อมา

ในยุคก่อนยุคคอมพิวเตอร์ spline ขนาดยาวถูกใช้ในฐานะโต๊ะเขียนแบบขนาดเท่าจริงของวิศวกรตัวถัง ในยุค 40s นักคณิตศาสตร์ที่ศึกษารูป spline ได้คิดค้นสูตรที่รู้จักกันในชื่อ spline function (ฟังก์ชันกระดูกงู) ซึ่งส่งผลให้เราได้เห็นคำว่า spline อยู่ในโปรแกรมขึ้นรูปสามมิติในเวลาต่อมา

car design glossary: Sketch

งานสเกตช์นั้นใช้ปากกาลูกลื่น (Biro) หรือดินสอ (Prismacolor) เป็นส่วนใหญ่

Sketch (ดู concept sketch, rendering, package drawing, tape drawing, underlay ประกอบ) การวาดยังคงได้รับการเคารพในฐานะภาษาของนักออกแบบ และเป็นสิ่งแสดงออกที่ทำให้มองเห็นได้ถึงแนวความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบ (ที่ยังไม่ใช่งานขั้นสุดท้าย) สเกตช์ถูกใช้เพื่อการพัฒนาและสร้างภาพให้เห็นได้เข้าใจ โดยงานสเกตช์ขั้นพื้นฐานนั้นรวดเร็วและใช้เพื่อค้นหาไอเดีย งานที่ออกมาจะไม่ชัดเจน แต่อาจจะชวนให้นึกถึงอะไรบางอย่างได้เท่านั้นมากกว่า นักออกแบบจะใช้งานส่วนนี้เพื่อจับอารมณ์และวิญญานของงาน ส่วนเส้นที่มีคุณภาพกว่า มีรายละเอียดและชัดเจนเป็นรูปร่างนั้นจะค่อยๆ ปรากฎขึ้นในขณะที่งานออกแบบได้รับการพัฒนา (ด้วย development sketch หรือสเกตช์เพื่อการพัฒนา) จนไปสู่ผลงาน rendering ขั้นสุดท้าย โดยความหมายแล้วสเกตช์คือผลงานที่ยังไม่เสร็จ แต่นักออกแบบส่วนใหญ่ก็ชอบที่จะใช้งานสเกตช์ ด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายกว่าและอารมณ์ที่ชวนให้สติล่องลอยตามได้ง่ายกว่า (ผมไม่ได้พูดถึงยาเสพติดนะครับ – -)

Continue reading car design glossary: Sketch

Car design glossary: Tape drawing

Tape Drawing

หมายถึงเส้น ‘drawing’ ของแบบด้านข้างหรือด้านหน้า-หลังของรถ อาจเป็นขนาดจริงหรือย่อก็ได้ ในแผ่นฟิล์มพลาสติกโปร่งแสงที่ติดบนพื้นผิวที่ตั้งตรง โดยมีเส้น grid ขนาด 10 ซม. (รู้จักกันในชื่อ ‘ten lines’ ผมแปลให้ตรงๆ ว่า ‘เส้นสิบ’ ก็แล้วกันครับ) และข้อมูลเกี่ยวกับการจัดวาง (package) ต่างๆ ของรถอยู่ เส้นต่างๆ เหล่านี้เกิดจากม้วนเทปสีดำที่ใช้ในการถ่ายภาพหรืออาจเป็นเทปเพื่องานอุตสาหกรรมเฉพาะทางจากญี่ปุ่นก็ได้

Continue reading Car design glossary: Tape drawing

car design glossary: Swage line

swage line โครเมียม บนรถ Le Sabre concept ของ Harley Earl ปี 1951

Swage line

Swaging เป็นชื่อเทคนิคขึ้นรูปเย็นของโลหะ โดยโลหะจะถูกขึ้นรูปกับร่องของเครื่องมือที่เรียกว่า swage ในช่วงแรกๆ ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ขอบของแผงตัวถังหนึ่งๆ จะถูกขึ้นรูปด้วยการ Swaging เพื่อให้สามารถทับกับแผงตัวถังต่อไปและสร้างพื้นผิวที่ต่อเนื่องกันขึ้นมา ได้ ส่วนใหญ่ swage line จะวิ่งยาวตลอดเส้น beltline / waistline

ในตอนที่เทคนิคการผลิตสามารถสร้างแผงประตูแบบชิ้นเดียวขึ้นได้ swage line ก็เป็นที่นิยมไปแล้ว การทำสีรถแบบทูโทนและการตกแต่งให้ดูหรูหราด้วยขอบโครเมียมที่ใช้ปิดบังเส้น swage line ที่วิ่งตาม waistline (เรียกว่า ‘waist molding’) ได้ค่อยๆ กลายมาเป็น feature line ของรถไปโดยปริยาย

ทุกวันนี้คำศัพท์นี้ถูกใช้โดยมีเทคนิคเชิงวิศวกรรมอยู่เบื้องหลัง โดยใช้เรียกพื้นผิวที่หยักและวิ่งต่อเนื่องกันเหมือนกับเส้น crease และ feature line

car design glossary: Shutline

Shutline

shut line หรือ ‘cut line’ คือระยะห่างที่ต้องเว้นไว้ระหว่างแผงตัวถัง 2 ชิ้นที่อยู่ติดกันหรือรอยต่อระหว่างชิ้นส่วนภายนอก-ภายใน ซึ่งในบางจุดก็อาจจะเปิดได้ด้วย เส้น shutline มีทั้ง shut ของฝากระโปรง (hood shuts) และ shut ของประตู (door shuts) ความแน่นหนาของแนวเส้นจะบ่งบอกถึงคุณภาพงานประกอบและผลิตได้อย่างดี ความต่อเนื่องของพื้นผิว เส้น feature line และการจัดเรียงของแผงตัวถังก็มีจุดเริ่มจาก shutline นี้

นักออกแบบรถนั้นใช้ทุกโอกาสที่มีเพื่อสร้าง shutline ให้ส่งเสริมงานออกแบบรูปทรงและสะท้อนบุคลิกของของรถ ซึ่งสอดคล้องกับ surface language ของงานออกแบบนั่นเอง

Volkswagen Golf Mk.V 5 ประตูนั้นมีเส้น shutline ที่ต่อเนื่องสวยงามที่สุด ในขณะที่ของ BMW 7-series ตัวก่อนหน้านี้นั้น ‘คดเคี้ยว’ ที่สุด

car design glossary: Surface language

Surface language

ภาษาทางรูปทรงขั้นพื้นฐานที่นิยามการออกแบบของรถ

คำว่า Extreme ในภาษาของ surface language อาจหมายความได้ถึงคำต่างๆ เช่น นุ่มนวล, เป็นธรรมชาติและลื่นไหล หรืออาจหมายความถึง extreme แบบขอบคม รูปทรงเหลี่ยมตันและมีลักษณะเป็นกล่องชัดเจนก็ได้ นอกจากนี้ยังอาจกล่าวเป็นนัยๆ ถึงพื้นผิวที่ซับซ้อนกว่านั้นเช่น เรียบง่าย ธรรมดา วุ่นวาย ยุ่งเหยิง

Surface Language ยังอธิบายไปถึงธรรมชาติของพื้นผิวตัวถังที่แตกต่างกันว่าจะบรรจบกันอย่างไร และงานออกแบบรายละเอียดอย่างเช่นกระจังหน้า ไฟส่องสว่างและกราฟิกบนตัวรถเป็นอย่างไรด้วย โดยคำที่ใช้อธิบายมักจะอยู่ในรูปคุณศัพท์ เช่น formal (อนุรักษ์นิยม), sporty(สปอร์ต), casual(สบายๆ), hard-edged(เป็นเหลี่ยมสัน) และอื่นๆ

พูดแบบไทยๆ หน่อย คงเรียก ‘ภาษาผิว’ มั้งครับ (นึกถึงโฆษณาเครื่องสำอางค์ยังไงไม่รู้)